http://www.thaibdlab.com

10 วิธีป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

ดอกเตอร์พอล เวลทัน นักระบาดวิทยา และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลาโยลา ชิคาโก สหรัฐฯ ทำการศึกษาโดยวัดปริมาณเกลือชนิดต่างๆ ในปัสสาวะเกือบ 3,000 คน ติดตามไป 10-15 ปี

ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณเกลือในผักผลไม้ (โพแทสเซียม / potassium / K) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความดันเลือด ถ้ากินโพแทสเซียมพอ… ความดันจะลดลง ถ้ากินไม่พอ… ความดันจะสูงขึ้น

กลไกที่เป็นไปได้คือ โพแทสเซียมมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแบบอ่อนๆ

อาหารที่มีโพแทสเซียมสูงได้แก่ มันฝรั่ง นมไขมันต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ ปลาทะเล ถั่ว กล้วย ผัก [ WHfoods ]

ส่วนเกลือโซเดียมที่อาจทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นได้ในคนบางคนไม่ควรกินเกินวันละ 6 กรัม หรือ 1 ช้อนชาพูน

คนเราได้รับเกลือโซเดียมจากอาหารสำเร็จรูป ขนมสำเร็จรูป อาหารจานด่วน(ฟาสต์ฟูด) และอาหารนอกบ้านเป็นหลัก การทำอาหารกินเองอย่างน้อยวันละ 1 มื้อมีส่วนช่วยลดเกลือได้อย่างมากมาย

อาหารที่ช่วยลดความดันเลือดได้ผลคือ อาหาร “แดช (DASH)” ซึ่งเน้นการกินผลไม้ทั้งผล ผัก และนมไขมันต่ำ

การกินอาหารที่มีแมกนีเซียม (magnesium) สูง เช่น ผักใบเขียว ถั่วเปลือกแข็ง (nuts) เช่น อัลมอนด์ ฯลฯ เมล็ดพืช เช่น ฟักทอง ทานตะวัน ฯลฯ  งา ถั่ว ปลาทะเลก็มีส่วนช่วยลดความดันเลือดได้เช่นกัน [ WHfoods ]

อาจารย์สถาบันเมโย คลินิก สหรัฐฯ แนะนำวิธีควบคุมความดันเลือดไม่ให้สูงไว้ 10 วิธีได้แก่

(1). ลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน

·                     คนตะวันตก(ฝรั่ง)ที่ลดน้ำหนักได้ 4.54 กิโลกรัม (10 ปอนด์) จะมีความดันเลือดลดลง คนไทยรูปร่างเล็ก… การลดน้ำหนักแม้สัก 3 กิโลกรัมได้นานๆ ก็ช่วยได้มาก

(2). ออกแรง-ออกกำลัง

·                     ออกแรงทำงาน เช่น ล้างรถ ถูพื้น ฯลฯ เดิน เดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส มีส่วนช่วยได้มาก การออกกำลังให้ได้ 30-60 นาทีต่อวันเกือบทุกวันช่วยลดความดันเลือดได้ 4-9 มิลลิเมตรปรอท

·                     ถ้ามีเวลาจำกัดจะออกกำลังแบบสะสม แล้วนำเวลามารวมกันก็ได้

(3). อาหารสุขภาพ

·                     อาหารสุขภาพเริ่มจากธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ ผัก ผลไม้ทั้งผล (น้ำผลไม้ปั่นรวมใช้ได้ แต่ไม่ใช่น้ำผลไม้กรอง) นมไขมันต่ำหรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม การใช้น้ำมันพืชชนิดดี เช่น น้ำมันรำข้าว คาโนลา ถั่วเหลือง ฯลฯ และลดโคเลสเตอรอล เช่น ไม่ใช้น้ำมันหมู ไม่กินเนื้อมากเกิน ฯลฯ รวมเรียกว่า อาหาร “แดช (DASH)” อาจช่วยลดความดันเลือดได้มากจนถึง 14 มิลลิเมตรปรอท

(4). ไม่กินเกลือโซเดียมมากเกิน

·                     ลดการกินอาหาร-ขนมสำเร็จรูป กินอาหารทำเองอย่างน้อยวันละ 1 มื้อ ฝึกกินอาหารเท่าที่มีโดยไม่เติมซอสหรือเกลือเพิ่ม

·                     การจำกัดเกลือโซเดียมอาจลดความดันเลือดได้ 2-8 มิลลิเมตรปรอท

(5). ไม่ดื่มหนัก

·                     การดื่มแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ) หนักทำให้ความดันเลือดเพิ่มขึ้น

(6). ไม่สูบบุหรี่

·                     การสูบบุหรี่แต่ละครั้งอาจเพิ่มความดันเลือดได้มากจนถึง 10 มิลลิเมตรปรอทนาน 1 ชั่วโมง การหายใจเอาควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบ (มือสอง) เข้าไปก็อันตรายมากเช่นกัน

 

(7). กาเฟอีน

·                     คนบางคนกินกาเฟอีน (กาแฟ ชา เครื่องดื่มบำรุงกำลัง โกโก้ น้ำอัดลมชนิดน้ำดำ ชอคโกแล็ต ฯลฯ) แล้วความดันเลือดสูงขึ้น

·                     ถ้าท่านดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน ควรลองวัดความดันเลือดหลังดื่ม 30 นาที… ถ้าความดันเลือดเพิ่ม 5-10 มม.ปรอท ควรลดปริมาณการดื่มให้น้อยลง

(8). ลดความเครียด

·                     วิธีลดความเครียดมีหลายวิธี แต่วิธีที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การฝึกใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่มีหนี้เกินตัว ไม่ไปค้ำประกันเงินกู้ให้คนอื่น ไม่เล่นการพนัน โดยเฉพาะพนันฟุตบอล

·                     การฝึกหายใจช้าๆ ไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที วันละ 15 นาที หรือการออกกำลังแบบตะวันออก เช่น โยคะ ไทเกก-ไทชิ ฯลฯ มีส่วนช่วยลดความดันเลือดได้

·                     ถ้าจะไปฝึกสมาธิ… ควรระวังสำนักที่เน้นการบริจาค ซึ่งเน้นให้บริจาคแต่ที่วัด ไม่ให้ทำบุญที่อื่น การเน้นเช่นนี้ไม่ตรงกับพระธรรมวินัย และอาจทำให้หมดตัวได้

(9). ตรวจเช็คความดันเลือดเป็นประจำ

·                     ถ้าสูง… ควรตรวจติดตามและรักษาให้ต่อเนื่อง

(10). เข้าร่วมกิจกรรมดีๆ

·                     การเข้าร่วมกิจกรรมดีๆ เช่น อาสาสมัคร การเรียนรู้เรื่องใหม่ตลอดชีวิต (ควรระวังเรื่องสอบ เนื่องจากการสอบอาจทำให้เครียดได้) บริจาคเลือด ฯลฯ 

·                     พยายามทำตัวให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพที่เรียกว่า ‘health literacy (health = สุขภาพ; literacy = การอ่านออกเขียนได้)’

 

·                     ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.

 

 

 

 

กระเจี๊ยบแดง

            ในปัจจุบันมีมีความนิยมผลิตภัณฑ์สมุนไพร ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มอย่างมาก นอกจากนี้ได้มีผู้แปรรูปสมุนไพรเป็นสารสกัดก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่การพัฒนาดังกล่าวประสบปัญหาในเรื่องการควบคุมคุณภาพของสารสกัดทั้งคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี ปริมาณสารออกฤทธิ์ การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และโลหะหนัก รวมทั้งยาฆ่าแมลงที่ตกค้าง ดังนั้นการพัฒนาให้อยู่ในรูปสารสกัดจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้สมุนไพรไทยมีมาตรฐานเดียวกันทุกครั้ง และยังสะดวกต่อการเก็บเพื่อนำมาเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์อีกด้วย

            จากข้อมูลงานวิจัยในอดีตหลายงานวิจัยสามารถ สรุปได้ว่ากระเจี๊ยบแดงสามารถเป็นยาและเป็นอาหารที่ป้องกันโรคได้ดีอีกด้วย แต่เนื่องจากการใช้กระเจี๊ยบแดงในปัจจุบันยังไม่มีรูปแบบที่เหมาะสม เพราะยังใช้อยู่ในรูปของกระเจี๊ยบแดงแห้งซึ่งทำให้

มีปัญหาในการเก็บรักษาหากนำมาพัฒนาให้อยู่ในรูปของสารสกัด จะทำให้ลดปัญหาที่เกิดขึ้น ปริมาณที่ใช้จะลดลง และสะดวกในการใช้ นอกจากนี้ การศึกษาความคงตัวของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงก็ยังไม่มีการศึกษาวิจัย  ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงได้คิดโครงการวิจัยนี้ขึ้นมา เพื่อพัฒนากระเจี๊ยบแดงให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบเหมาะสม

กระเจี๊ยบแดงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa อยู่ในวงศ์ Malvaceae  ส่วนที่นำมาใช้ทางยาและ อาหารคือกลีบเลี้ยง และกลีบรองดอกมี สารสำคัญที่พบคือ สารกลุ่ม flavonoid ชื่อ crysanthemin, delphinidin-3-O-sambubioside, myricetin, hibiscitrin, gossypitrin, กลุ่ม phenylpropanoid ชื่อ orthocoumaric acid  paracoumaric acid, ferulic acid, สารมีสีในกลุ่ม anthocyanin 


การดำเนินงาน
            
ได้มีการรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆของกระเจี๊ยบแดง ที่มีงานวิจัยแล้วทั่วโลกมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์องค์ความรู้ และได้ใช้ในการเตรียมสารสกัดกระเจี๊ยบแดงด้วยวิธีการต่างๆ คือ สกัด ด้วย ethanol สกัดด้วยน้ำ  ทำแห้งด้วย spray dry vacuum dry และ  freeze dry  ทำมาตรฐานของกระเจี๊ยบแดง  สกัดสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบหลัก และหาสูตรโครงสร้าง วิเคราะห์หาปริมาณสาระสำคัญเช่น  total anthocyanin, total phenolic compound และ HPLC pattern สำหรับสารกลุ่ม anthocyanin ในกระเจี๊ยบ ทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดในรูปแบบการสกัดต่างๆเพื่อเปรียบเทียบกัน

ผลการวิจัย
พบว่าสารสกัดชั้นน้ำ และทำแห้งด้วยวิธี

Vacuum dry จะมี % yield มากกว่าวิธี spray dry

และ สีของกระเจี๊ยบหรือปริมาณของ anthocyanin

จะมากกว่า ส่วนฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระไม่มีความแตกต่าง

กันอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัด

กระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งต่อม

ลูกหมากได้ที่ความเข้มข้น 50 µg/ml สารสกัด

กระเจี๊ยบแดงออกฤทธิ์ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต

ลดไขมันในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด และมีฤทธิ์ฆ่า

เชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเชื้อแกรมบวก มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ

ในช่องปาก ฤทธิ์ลดไข้ โดยสามารถพัฒนาสาร

สกัดกระเจี๊ยบแดง 100% โดยที่ไม่ต้องเติมสารเจือจาง

แล้วยังมีความคงตัวและสามารถเก็บอยู่ได้นาน 2 ปี

โดยที่ฤทธิ์ทางชีวภาพและปริมาณสารสำคัญ

ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังของ

สารสกัดกระเจี๊ยบแดงในหนูเป็นระยะเวลา 9 เดือน

พบว่าไม่มีความเป็นพิษและไม่พบความผิดปกติกับ

อวัยวะใดๆ

    แต่เนื่องจากการใช้กระเจี๊ยบแดงในปัจจุบัน ยังไม่มีรูปแบบที่เหมาะสมในการเตรียมยา เพราะสารสกัดของกระเจี๊ยบแดงมีลักษณะเป็นผงแห้งดูดความชื้นง่าย ดังนั้นผู้ผลิตทั่วไปต้องใส่ สารเจือจางยา เพื่อช่วยดูดความชื้นให้กับเม็ดยา แต่การผลิตในการวิจัยครั้งนี้ต่างกับการผลิตสารสกัดกระเจี๊ยบแดงที่อื่นคือไม่ต้องใส่สารเจือจางเพื่อช่วยดูดความชื้น มีการพัฒนาให้อยู่ในรูปของยาเม็ดจากสารสกัดกระเจี๊ยบแดง เพื่อสะดวกในการรับประทานในขนาดที่ต้องการ และยาเม็ดก็มีความคงตัวใน ระยะเวลามากกว่า 2 ปี

·      ยาเม็ดกระเจี๊ยบแดง

·      กระเจี๊ยบผงแห้งพร้อมดื่ม เป็นรูปแบบที่ใช้แทนยาเม็ด อีกทั้งเป็นสูตรมีน้ำตาลในปริมาณต่ำ ในรูปแบบนี้ใช้เป็นอาหารเสริมได้ด้วย

·      น้ำยาบ้วนปากกระเจี๊ยบแดง พบว่าการสกัดด้วยอีกหนึ่งวิธีการมีผลทำให้ลดปริมาณเชื้อในช่องปากได้ ดังนั้นจึงได้พัฒนาเป็นรูปแบบน้ำยาบ้วนปากที่ประสิทธิภาพในการลดปริมาณเชื้อในช่องปากได้นานไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง