รายละเอียดเรื่องรายการตรวจ

1) ความดันโลหิต และชีพจร

ความดันโลหิต คืออะไร

ความดันโลหิต เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย  ซึ่งวัดได้ 2 ค่า  คือ

  • ความดันโลหิตค่าบน คือ  แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว 

  • ความดันโลหิตค่าล่าง  คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว 

ในคนปกติ ความดันโลหิต ไม่ควรเกิน 130/85 มิลลิเมตรปรอท

( จากการประชุม ร่วมขององค์การอนามัยโลก และ International Society of Hypertension ปี 1999)

ส่วนความรุนแรงของความดันโลหิตที่สูงนั้น ให้พิจารณาจากค่าความดันตัวบนและความดันตัวล่างทั้งสองค่า 

โดยถือระดับความดันโลหิตที่สูงกว่าเป็นเกณฑ์  เช่น  ความดันโลหิต 150/110 มิลลิเมตรปรอท ความดันตัวบน

150 มิลลิเมตรปรอท จะอยู่ในระดับอ่อน   แต่ความดันตัวล่าง 110 มิลลิเมตรปรอท จะอยู่ในระดับรุนแรง ดังนั้น ผู้ป่วยรายนี้ก็ต้องจัดอยู่ในกลุ่มความดันโลหิตสูงระดับรุนแรง เป็นต้น

  ตาราง แสดงความดันโลหิตสูงในระดับต่าง ๆ ซึ่งแบ่งตามความรุนแรงในผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป

ระดับความดันโลหิต

ความดันตัวบน
( มม.ปรอท)

ความดันตัวล่าง
( มม.ปรอท)

ระดับ 1 ความดันโลหิตสูงอย่างอ่อน

140-159

90-99

ระดับ 2 ความดันโลหิตสูงปานกลาง

160-179

100-109

ระดับ 3 ความดันโลหิตสูงรุนแรง

> 180

> 109

ความดันโลหิตสูงเฉพาะตัวบน

> 140

< 90

ระบาดวิทยาของโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่พบบ่อยในประเทศที่พัฒนาแล้ว   ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาจากการเป็นประเทศเกษตรกรรม

มาสู่อุตสาหกรรม  รวมทั้งประชากรไทยเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตตามประเทศทางตะวันตก  ทำให้ภาวะความดันโลหิตสูงมีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ

จากการสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย ร่วมกับทางกระทรวงสาธารณสุข   ไ

ด้ทำการสำรวจสถานะสุขภาพอนามัยของประชาชนไทย ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2534-2535 ซึ่งศึกษาในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป  

จำนวน 15,125 คน และถือเกณฑ์ความดันโลหิตที่สูงกว่า 160/95 มม.ปรอท   พบว่า

  • อุบัติการของความดันโลหิตสูงเฉลี่ยทั้งประเทศ 5.4 ต่อประชากร 100 คน  

  • ความชุกจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น  

  • ความดันโลหิตสูงพบในหญิง (5.6%) มากกว่าชาย ( 5.2% ) เล็กน้อย 

  • ภาคกลางเป็นพื้นที่มีความชุกมากที่สุด   ประมาณ 3 เท่าของภาคอื่น ๆ  

  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล จะมีอัตราการเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่านอกเขตเทศบาลอย่างชัดเจน   และเป็นเช่นเดียวกันทุกภาค 

  • โดยที่เพศชายในเขตเทศบาล จะมีอัตราการเป็นความดันโลหิตสูง มากกว่านอกเขตเทศบาล ประมาณ 3.5 เท่า   และ

  • ในเพศหญิงเท่ากับ 2.8 เท่า

และที่น่าเป็นห่วง คือ จากกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ พบความดันโลหิตสูง 1,606 ราย (ซึ่งรวมพวกที่มีประวัติความดันโลหิตสูงมีเพียงร้อยละ 10.2 เท่านั้น ที่ทราบว่าตนเองเป็นความดันโลหิตสูง   และ ร้อยละ 71.3 ของผู้ที่ทราบว่ามีภาวะนี้ได้รับการรักษา และร้อยละ 61.5 ของกลุ่มที่ได้รับการรักษา

มีความดันโลหิตต่ำกว่า 160/95 มม.ปรอท

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะตรวจไม่พบสาเหตุ เชื่อว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยใหญ่   คือ

1. กรรมพันธุ์   ซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้   จากหลักฐานทางระบาดวิทยา พบว่าผู้ที่มีบิดาหรือมารดาเป็นความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงได้มากกว่าผู้ที่บิดามารดาไม่เป็น  ยิ่งกว่านั้น  ผู้ที่มีทั้งบิดาและมารดาเป็นความดันโลหิตสูง จะมีความเสี่ยงที่จะ

เป็นมากที่สุด  ผู้สูงอายุก็มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงเมื่ออายุมากขึ้น ๆ

2. สิ่งแวดล้อม   ซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้   เช่น  ภาวะอ้วน  เบาหวาน  การรับประทานอาหารรสเค็ม  การดื่มสุรา  และการสูบบุหรี่ 

ภาวะเครียด  เป็นต้น

ส่วนความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุพบ ได้น้อยกว่าร้อยละ 10   ผู้ป่วยในกลุ่มนี้แม้จะพบเป็นจำนวนน้อย แต่ก็มีความสำคัญ เพราะบางโรคอาจรักษา

ให้หายขาดได้  สาเหตุที่พบบ่อย คือ

  • โรคไต  

  • หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบ  

  • ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด  

  • หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ออกจากหัวใจตีบ

  • เนื้องอกของต่อมหมวกไต

อาการของโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงระดับอ่อน หรือปานกลาง   มักจะไม่มีอาการอะไร  แต่มีการทำลายอวัยวะต่าง ๆ ไปทีละน้อยอย่างช้า ๆ จนผู้ป่วยเกิดผล

แทรกซ้อนในที่สุด  เช่น  หัวใจล้มเหลว  หัวใจขาดเลือด  ไตเสื่อมสมรรถภาพ หรืออัมพาต อัมพฤกษ์  ความดันโลหิตโลหิตสูงจึงมัก

ได้รับการขนานนามว่า " ฆาตกรเงียบ"

ความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรง   ผู้ป่วยอาจเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นได้  เช่น  เลือดกำเดาออก  ตามองไม่เห็นข้างหนึ่งชั่วคราว  เหนื่อยง่าย  เจ็บหน้าอก 

เวียนศีรษะ  ปวดศีรษะตุบ ๆ เป็นต้น  แต่อาการเหล่านี้ไม่จำเพาะ  เพราะอาจเกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้  เช่น  ไข้ เครียด ไมเกรน เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อเกิดอาการผิดปกติ   จึงความปรึกษาแพทย์  เพราะถ้าพบความดันโลหิตสูงมากจะได้รักษาได้ถูกต้อง และทันท่วงที  ซึ่งเมื่อ

ความดันโลหิตลดลงมาเป็นปกติ  อาการดังกล่าวก็จะหายไป

ผลแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นาน และไม่ได้รับการรักษา   จะทำให้เกิดการทำลายของอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายได้  เช่น  หัวใจ  สมอง 

ไต  หลอดเลือด  และตา เป็นต้น  เพราะความดันโลหิตที่สูงที่เป็นอยู่นาน จะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้น และรูเล็กลง  ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ลดลง  ส่งผลให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานได้ไม่เป็นปกติ  และหากทำลายรุนแรงมากพอ  อาจทำให้ถึงแก่กรรมได้ ระยะเวลาที่เป็นความดันโลหิตสูง จนเกิดผลร้ายดังกล่าว   จะขึ้นอยู่กับระดับความดันโลหิต  เช่น  ระดับอ่อนและปานกลาง จะใช้เวลานานมากกว่า 10 ปี   ระดับรุนแรงจะใช้เวลาสั้นกว่านี้

1. หัวใจ

ความดันโลหิตสูง จะมีผลต่อหัวใจ 2 ทาง คือ ทำใหัหัวใจโต และหลอดเลือดหัวใจหนาตัว และแข็งตัวขึ้น  ทำให้เกิดการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด 

หรือหัวใจล้มเหลว ทำให้มีอาการเหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ หรือหัวใจเต้นผิดปกติ  ทำให้มีอาการใจสั่น

2. สมอง

ความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุของอัมพาต อัมพฤกษ์ที่พบบ่อย ซึ่งมักจะเกิดจากหลอดเลือดเล็ก ๆ อุดตัน  โดยเกล็ดเลือด ซึ่งพบบ่อย หรือ เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้เลือดออกในสมอง

3. ไต

เป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดมากที่สุดในร่างกาย   ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด  ความดันโลหิตสูงก็มีผลต่อหลอดเลือดที่ไต เช่นเดียวกับหลอดเลือดหัวใจ  ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ  มีผลให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ จนถึงขั้นไตวายเรื้อรัง  ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มแรกของภาวะไตวายเรื้อรัง คือ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน  ขาบวมตอนสาย  หากเป็นมากจะมีอาการอ่อนเพลีย  ไม่ค่อยมีแรงจากภาวะซีด ซึ่งมักพบในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และคลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง  ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย

4. ตา

ความดันโลหิตสูงจะมีผลต่อหลอดเลือดที่ตา เช่น เลือดออกที่จอตา  หลอดเลือดเล็ก ๆ ที่จอตาอุดตัน หรือ ทำให้จอตาหลุดลอกออกได้ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใด ๆ หรือตามัว จนถึงตาบอดได้ เบาหวาน ซึ่งมักพบร่วมกับความดันโลหิตสูง จะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนทางตาได้เร็ว

5. หลอดเลือด

ความดันโลหิตสูง   จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หรือโป่งพอง มีผลททำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณแขนขา และอวัยวะภายในลดลง ผู้ป่วยเดินไม่ได้ไกลเพราะปวดขาจากการขาดเลือด  ต้องนั่งพักจึงจะหาย และเดินต่อได้

อ่านเพิ่มเติม......

2) การตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด

(CBC: Complete Blood Count)

การตรวจ CBC จะประกอบไปดวยการตรวจตางๆ ไดแก การตรวจนับจํานวนเซลลเมดเลือดขาว (White blood cell count; WBC count)การตรวจหาปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) การตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแนน (Hematocrit; Hct) การนับแยกชนิดของเซลลเม็ดเลือดขาว(White blood cell differentiatio) การตรวจดูสัณฐานวิทยาหรือลักษณะรูปรางของเซลลเม็ดเลือดแดง (Red blood cell morphology) และคาดการณจํานวนเกร็ดเลือด (Platelet estimation) รวมถึงความผิดปกติของเกร็ดเลือด

ประโยชนของการตรวจ ทําใหทราบถึงสภาวะสุขภาพของรางกาย และความเสี่ยงตอการเกิดโรค ซึ่งจะมีประโยชนในการปองกันและรักษาโรคตางๆ เชน การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย เพื่อคนหาความผิดปกติในระยะแรกเริ่มจะเปนประโยชนสําหรับการปองกัน และรักษาโรคไดทันการ

มีวิธีการตรวจ CBC มีดังนี้

วิธีตรวจโดยนําเลือดมาตรวจบนแผนสไลด และสองกลองจุลทรรศน และนําเลือดบางสวนมาปั่นเพื่อหาคาความเขมขนของเลือด(ปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแนน) สวนการตรวจเม็ดเลือดขาวก็นํามาผานกรรมวิธีทําลายเม็ดเลือดแดงแลวจึงเอามาใสสไลดและสองกลองเพื่อนับปริมาณเม็ดเลือดขาวอีกครั้งหนึ่ง ขอพิจารณาอยางหนึ่งในการตรวจ CBC คือ การตรวจนั้นจะตองกระทําใหเสร็จสิ้นไมเกิน 24 ชั่วโมงหลังเจาะเลือดมาแลว เพราะแมาจะมีการใสสารกันเลือดแข็งเพื่อรักษารูปรางของเม็ดเลือดแลวก็ตาม ขนาดของเม็ดเลือดขาวที่ออกมานอกรางกายจะคอยๆเล็กลง และแตกสลายไป เมื่อมาทําการตรวจไมาจะเปนวิธีใด

การตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด ประกอบด้วย

1. การตรวจนับจํานวนเม็ดเลือดขาว (White Blood Cell Count, WBC) หรือ ปริมาณเม็ดเลือดขาวทุกชนิด ในเลือดรวมกัน

าปกติ จะอยู่ ประมาณ 5000-10000 cell/ml

าจํานวน WBC ต่ำมากอาจจะเกิดจากโรคที่มีภูมิตานทานต่ำบางอยาง หรือ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางประเภท หรือ

โรคที่มีการสร้างเม็ดเลือดผิดปกติ เชน Aplastic Amemia หรือไขกระดูกฝอ ซึ่งจะทําใหมีการสรางเม็ดเลือดทุกชนิดลดลงทั้งหมด

WBC มีจํานวนสูงมาก อาจจะเกิดจากการติดเชื้อพวกแบคทีเรีย แตจะตองดูผล การนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว (Differential Count)

ประกอบดวย แต่ถ้าจำนวน WBC สูงมากเปนหลายๆ หมื่นเชน สี่หาหมื่น หรือเปนแสน อันนั้นจะทําใหสงสัยพวกมะเร็งเม็ดเลือด

แต่จะต้องหาดูพวกเซลล์เม็ดเลือดขาว ตัวอ่อนจากการแยกนับเม็ดเลือดขาว หรือเจาะไขกระดูกตรวจอีกครั้ง มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)

อาจจะมีจํานวนเม็ดเลือดขาวปกติ หรือ ต่ำกว่าปกติ ก็ได้เรียกว่า Aleukemic Leukemia

2. การนับแยกชนิดเม็ดเลือดขาว (Differential White Blood Cell Count) จะรายงานออกมาดังนี้

2.1 นิวโทรฟิล (Neutrophils) มีหน้าที่ทําลายเชื้อแบคทีเรีย ถ้าร่างกายการติดเชื้อแบคทีเรีย

2.2 ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) หรือเม็ดน้ำเหลือง มีหน้าที่สรางภูมิคุมกันโรคให้กัร่างกาย

2.3 โมโนไซต์ (Monocyte) มีหน้าที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อโรคทีขนาดใหญ่

2.4 อีโอซิโนฟิล (Eosinophils) มีหน้าที่ทําลายสารพิษที่ทําใหเกิดอาหารแพ้สารของร่างกาย

2.5 เบโซฟิล (Basophils) มีหน้าที่สร้างสารเฮปาริน(Hepatin) ซึ่งเป็นสารป้องกันมิให้เลือดน่างกาย และ สร้างฮีสตามิน (Histamine)

ช่วยขยายผนังของหลอดเลือด จะพบมีค่าสูงในภาวะภูมิต้านทานมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น

3. การนับจํานวนเกร็ดเลือด (Platelet count) เกร็ดเลือดเป็นเซลล์เม็ดเลือด คล้ายเศษเม็ดเลือดแดงเป็นตัวช่วยในการหยุดไหล ของเลือดเวลาเกิดบาดแผล จะมีจํานวนประมาณ แสนกว่าเกือบสองแสน ขึ้นไปถึงสองแสนกว่า การรายงานอาจจะรายงานเป็นจํานวน cell/mlเลยจากการนับ หรือ จากการประมาณด้วย

Adequate หรือเพียงพอ หรือพอดี หรือปกติ

Decrease หรือ ลดลงกว่าปกติ หรือต่ำกว่าปกติ มักจะพบในผูติดเชื้อพวกไวรัส เชน ไขเลือดออก

Increase พบได้ในบางภาวะเช่นมีการอักเสบรุนแรง มีเนื้องอกบางชนิดในร่างกายหรือ มีการเลือดฉับพลัน จะมีการกระตุนใหไขกระดูกเร่งสร้างเกล็ดเพื่อไปช่วยทำให้เลือดหยุด และอุดบาดแผล

นอกจากนี้ยังมีพวกที่เกล็ดเลือดสูงขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น ต่างๆ ก็ได้ เรียกว่า Essential Thrombocytosis

ค่าปกติ

White Blood Count (WBC) 4.5-10 x 103/uL

Neutrophils (NE) 40-70%

Lymphocytes (LY) 20-50%

Monocytes (MO) 2-6%

Eosinophils (EO) 0-6%

Basophils (BA) 0-1%

Platelet Count (PLT) 140-400 x 103/uL

ภาวะโลหิตจาง แบงไดเปน 3ชนิดได้แก่

  1. ภาวะโลหิตจางที่ทําใหเซลลเม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กกวาปกติ เรียกวา hypochromic microcytic anemia ซึ่งจะพบในผูที่มีภาวะโลหิตจางเนื่องจากการขาดธาตุเหล็ก(Iron deficiency anemia) เปนต
  2. ภาวะโลหิตจางที่เซลลเม็ดเลือดแดงมีขนาดปกติ เรียกวา normocytic anemia ซึ่งประกอบดวย normochromic
  3. normocytic anemia และ hypochromicnormocyticanemia โดยสามารถพบไดในผูที่มีภาวะโลหิตจางเนื่องจากการเสียเลือดอยางมากและฉับพลัน
  4. (acute blood loss) และในผูที่มีภาวะโลหิตจางเรื้อรัง(anemia of chornic disease) เปนต
  5. ภาวะโลหิตจางที่เซลลเม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญกวาปกติ เรียกวา macrocytic anemia สามารถพบผู้ที่มีภาวะโลหิตจางเนื่องจากการขาดวิตามินบี 12และกรดโฟลิก(Megaloblastic anemia)

อ่านเพิ่มเติม......

3) ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS)

คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.% หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.

ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะ

ทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย

น้ำตาลในกระแสเลือดสูงเมื่อเป็นโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก microvacular

หากมีโรคแทรกซ้อนนี้จะทำให้เกิดโรคไต เบาหวานเข้าตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญ่แข็งเรียก macrovascular

โดยจะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบนอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาทอักเสบ

neuropathic ทำให้เกิดอาการชาขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม

ใครมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน

สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานยังไม่ทราบแน่นอน แต่องค์ประกอบสำคัญที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดได้แก่ กรรมพันธุ์ อ้วน

ขาดการออกกำลังกาย หากบุคคลใดมีปัจจัยเสี่ยงมากย่อมมี่โอกาสที่จะเป็นเบาหวานมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานได้แสดงข้างล่างนี้

  • ประวัติครอบครัวพ่อแม่ พี่ หรือ น้อง เป็นเบาหวานควรจะตรวจเลือดแม้ว่าคุณจะไม่มีอาการ

  • อ้วน ดัชนีมวลกาย มากกว่า 27% หรือน้ำหนักเกิน20% ของน้ำหนักที่ควรเป็นสำหรับประเทศในเอเซียเราพบว่าเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 23 จะพบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากดังนั้นแนะนำว่าควรจะเจาะเลือดตรวจเบาหวานเมื่อดัชนี มวลกายมากกว่า 25

  • อยากทราบว่าดัชนีมวลกายเท่าไร อายุมากกว่า45 ปี

  • ผู้ที่ตรวจพบ IFG หรือ IGT

  • ความดันโลหิตสูงมากกว่า 140/90 mmHg

  • ระดับไขมัน HDL น้อยกว่า 35 มก%และหรือ TG มากกว่า250 มก.%

  • ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

  • ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือน้ำหนักเด็กแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม

โรคที่เกี่ยวข้อง

ความดันโลหิตสูง

โรคหัวใจ

โรคหลอดเลือดสมอง

ไขมันในเลือดสูง

ร่างกายขาดน้ำ

โรคไตวาย

อ่านเพิ่มเติม......

4, 5) การทำงานของไต

(BUN,Creatinine)

BUN และ Creatinine นั้นค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นคนไข้ทั่วๆ ไปจะไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคือค่าอะไร บางคนจึงเรียกติด

ปากด้วยเสียงอ่านแบบตรงตัวว่า ไปเจาะดูค่าบัน (BUN) หมอจึงมักจะบอกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ค่า BUN และ Cr คือค่าไต

ถ้าค่าไตสูงกว่าปกติแสดงว่าไตไม่ดี

จริงๆ แล้วค่า BUN สูงไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะเป็นโรคไตเสมอไป แต่ยังมีสาเหตุอันหลากหลายที่อาจทำให้ค่า BUN ขึ้นได้ วงการแพทย์จึงต้องมีการคำนวณเพื่อจำแนกดูว่าคนป่วยน่าจะมีค่า BUN สูงเนื่องมาจากภาวะไตเสื่อมหรือไม่ โดยเอาค่า

BUN ตั้ง หารด้วย Cr ดังสูตรต่อไปนี้

BUN > 20 , Cr > 1.0 ในคนหนุ่มสาว ,

Cr >1.5 ในคนสูงอายุ ให้สงสัยว่าอาจมีปัญหาเรื่องไต ให้ใช้สูตรคำนวณดังนี้

สูตร BUN/Cr

ถ้ามากกว่า 10 : ปัญหาน่าจะมาจากไต

 

ถ้าน้อยกว่า 10 : ปัญหาไม่น่าจะมาจากไต

ในภาวะปกติที่เรากินอาหารประเภทโปรตีน โปรตีนจะถูกย่อยสลายได้ของเสียสุดท้ายออกมาเป็นสารกลุ่มยูเรียและ

ไนโตรเจนที่จะต้องถูกขับออกโดยการส่งไปตาม

กระแสเลือดไปที่ไต เพื่อให้ไตกรองของยูเรียออกมา ส่วนที่ยังกรองไม่หมดก็จะตกค้างอยู่ในกระแสเลือด เราจึงเรียกยูเรียและ

ไนโตรเจนที่อยู่ในเลือดว่า Blood Urea Nitrogen หรือตัวย่อก็คือ BUN นั่นเอง

ส่วนค่า Creatinine หรือ Cr นั้นเป็นโปรตีนกลุ่มพิเศษที่มีที่มาหลายที่ แต่ส่วนใหญ่มากจากอาหารและการย่อยสลายของกล้ามเนื้อ ซึ่งประมาณกันว่าคนทุกคนในภาวะปกติที่ไม่ได้ขาดสารอาหารหรือบาดเจ็บจะมีการสูญสลาย ของกล้ามเนื้อในอัตราคงที่ เช่นเดียวกัน Cr นั้นเองก็จะถูกขับออกมาทางไตเช่นกัน

ในกรณีที่มีค่า BUN เด่นผิดปกติ แต่ค่า Cr ไม่ค่อยขึ้นสูง สามารถอธิบายได้ดังนี้คือ

ในบางกรณีที่มีการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์และโปรตีนเข้าไปมาก ทำให้ไตไม่สามารถขับ BUN ออกมาได้ทัน กรณีเช่นนี้จะ

ทำให้เกิดการคั่งของ BUN ในกระแสเลือด เมื่อเจาะเลือดจึงพบค่า BUN ที่สูงผิดปกติ

แต่ทางตรงกันข้าม การย่อยสลายกล้ามเนื้อของคนคนนั้นยังคงเท่าเดิมอยู่ ประกอบกับไตของเราก็ยังคงสามารถขับ Cr

ออกมากกับปัสสาวะได้เหมือนเดิม จึงไม่ทำให้ค่า Cr เพิ่มขึ้นมากนัก ดังนั้นเมื่อเจาะเลือดดู จะพบว่าค่า Cr ยังคงปกติ

เทียบสัดส่วนที่ BUN เพิ่มขึ้นแล้วจึงมากกว่าค่า Cr มาก ถ้ามากพอเมื่อเอามาคำนวณกับสูตรก็จะได้ค่า BUN/Cr มากกว่า 10

ด้วยเหตุเช่นนี้นี่เอง

ยังมีอีก 2-3 สาเหตุที่ทำให้ค่า BUN ขึ้นได้โดยที่ค่า Cr ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง เช่น อาการขาดน้ำ, การมีเลือดออกในทางเดินอาหาร

เป็นต้น แต่สาเหตุส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ เพราะไม่ได้มาจากเนื้อไตที่เสื่อมลง

แต่ถ้าสาเหตุนั้นมาจากภาวะไตเสื่อมหรือไตวาย เปรียบง่ายๆ ก็คือหม้อกรองน้ำของเราเสียหรือไส้กรองอุดตัน ในกรณีเช่นน

ี้แม้ว่าเราจะกินโปรตีนในปริมาณปกติ แต่ร่างกายไม่สามารถขับ BUN ออกไปได้เลย เมื่อเจาะเลือดดูก็จะพบว่าค่า BUN

ก็จะขึ้นสูงได้เช่นกัน

แต่เนื่องจากหม้อกรองของเราเสีย ดังนั้นก็จะไปมีผลทำให้ร่างกายไม่สามารถขับ Cr ที่ย่อยสลายออกมาจากกล้ามเนื้อออกไปได้

ในกรณีเช่นนี้ เมื่อเจาะเลือดดูก็จะพบว่าค่า Cr ก็จะสูงขึ้นด้วย เพราะเกิดการคั่งของ Cr ในกระแสเลือด เมื่อเอา

ไปคำนวณตามสูตร BUN/Cr ก็จะพบว่า BUN สูงขึ้นก็จริง แต่ด้วย Cr ที่สูงขึ้นด้วย จึงทำให้ผลการคำนวณมีค่าออกมาน้อยกว่า 10 นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม......

6, 7, 8) การทำงานของตับ

(Liver Function Test)

ALT = Alanine Aminotransferase
เป็นเอนไซม์ที่อยู่กลุ่มเดียวกับ AST ทำหน้าที่โยกย้าย amino group ระหว่าง alanine และ 2-oxoglutarate

โดยมี P-5-P เป็น coenzyme ปฏิกิริยานี้มีความสำคัญมากในกระบวนการสร้างและย่อยสลายกรดอะมิโน ALT พบมาก

ในเซลล์ตับและพบได้บ้างในไต หัวใจ และกล้ามเนื้อลาย ภาวะใดก็ตามที่ก่อให้เกิดอันตราย

หรือการอักเสบต่อเซลล์ตับ จะทำให้มีการปลดปล่อย ALT ออกสู่กระแสเลือดได้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับ AST ดังนั้น ALT

จึงมีความจำเพาะกับโรคตับมากกว่า AST เมื่อตรวจพบ ALT ในเลือดสูงขึ้น มักจะบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของเซลล์ตับ

การใช้ ALT/AST (DeRitis ratio) ช่วยในการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบได้โดย DeRitis ratio จะ >1 ใ

นผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน ลักษณะการเพิ่มขึ้นและลดลงของ ALT ในกระแสเลือดเมื่อเซลล์ตับ

ได้รับอันตรายหรืออักเสบคล้ายกับ AST ต่างกันที่ ALT มักจะเพิ่มสูงกว่า AST และมีแนวโน้มที่จะอยู่ใน

ระดับสูงยาวนานกว่า AST เนื่องจาก ALT มี half-life ยาวกว่า AST แพทย์จึงนิยมส่งตรวจ AST และ ALT คู่กัน

การตรวจหาสาเหตุของโรคตับ ตลอดจนใช้ติดตาม

ALP = Alkaline Phosphatase
เป็นเอนไซม์ที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อเกือบทุกชนิดในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ cell membranes พบในปริมาณสูง

ในเยื่อบุลำไส้ ท่อไต กระดูก ตับ และรก มี isoenzyme อยู่หลายชนิด ALP มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยา hydrolysis ของ substrate

ชนิดต่างๆ ที่สภาวะแวดล้อมที่เป็นด่าง โดยมี pH ที่เหมาะสมประมาณ 10 ในปัจจุบันยังไม่ทราบหน้าที่ของ ALP

อย่างชัดเจน แต่ที่พอทราบคือ ALP มีหน้าที่ส่วนหนึ่งในกระบวนการขนส่งไขมันในลำไส้ และกระบวนการ

สร้างกระดูกแข็งแรง ด้วยการเพิ่มแคลเซียมให้กระดูก ALP ในกระแสเลือดของคนปกติส่วนใหญ่มาจากตับ และ

ส่วนที่เหลือมากจากกระดูก ปัจจัยสำคัญในการกำหนดอัตราส่วนระหว่าง ALP ที่มาจากตับหรือกระดูกก็คือ อายุ

และในบางช่วงอายุ เพศก็มีส่วนในอัตราส่วนดังกล่าว เช่น ALP ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโตส่วนมากมาจากกระดูก

ส่วน ALP ในหญิงตั้งครรภ์จะมีส่วนที่มาจากรกมากขึ้น โดยทั่วไป ALP ใน serum จะถูก denatured อย่างรวดเร็วท

ี่อุณหภูมิ 56 ๐C isoenzyme จากรกจะทนต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นได้ดีที่สุด หากเก็บ serum ไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 25 ๐C

พบว่า activity ของ ALP จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ภายใน 6 ชั่วโมง และร้อยละ 3-6 ใน 1-4 วัน ถ้าเก็บ serum ไว้ที่ -20 ๐C

activity ของ ALP จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ทุกๆ วัน ปรากฏการณ์นี้จะพบได้เช่นเดียวกันกับ control sera หรือ

reference materials ที่เก็บไว้ที่ -20 C เพื่อใช้หลายๆ วัน เป็นผลทำให้ค่าที่ได้จากการตรวจวัดสูงกว่าความ

เป็นจริงในวันหลังๆ ของการเก็บ control sera หรือ reference materials ไว้ใช้

ALP มีความสำคัญทางคลินิกใน 2 ภาวะ คือ ภาวะอุดกั้นทางเดินน้ำดี และโรคกระดูกที่มีการทำงานของ osteoblast เพิ่มขึ้น

1. โรคตับและทางเดินน้ำดี การตอบสนองเซลล์ตับต่อการอุดกั้นทางเดินน้ำดีไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น จะเกิดขึ้นโดยการสร้าง

ALP เพิ่มขึ้นจากส่วนของ biliary canaliculi ที่ติดอยู่กับเซลล์ตับ หากจะเปรียบเทียบระดับของ ALP ในกระแสเลือดที่สูงขึ้น

ระหว่าง extrahepatic obstruction ที่เกิดจากสาเหตุนิ่วในทางเดินน้ำดี เนื้องอกของบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน เป็นต้น กับ

intrahepatic obstruction ที่เกิดจากยาบางชนิด การลุกลามของเซลล์มะเร็ง เป็นต้น จะพบว่าระดับของ ALP ในเลือดผู้ป่วย

extrahepatic obstruction จะสูงมากกว่า โดยอาจสูงตั้งแต่ 3 เท่าของค่าสูงสุดปกติจนถึง 12 เท่าของค่าสูงสุดปกติ กรณี

hepatocellular damage ระดับ ALP ในเลือดจะน้อยกว่า 3 เท่าของค่าสูงสุดปกติ หรือในบางรายอาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

2. โรคกระดูก Pagets disease (osteitis deformans) เป็นโรคที่ทำให้ ALP ในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจาก osteoblastic cells

พยายามสร้างกระดูกใหม่ให้ทันต่อการทำลายของ osteoclast โดยอาจพบว่าระดับของ ALP ในเลือดจะสูงขึ้น 10-25

เท่าของค่าสูงสุดปกติ ส่วนในภาวะ osteomalacia ระดับ ALP เพิ่มสูงขึ้นได้ปานกลาง ประมาณ 2-4 เท่าของค่าสูงสุดปกติ

ส่วน Fanconis syndrome, primary และ secondary hyperparathyroidism จะตรวจพบ ALP สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย

ในภาวะ osteoporosis พบว่าระดับ ALP ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นหลังได้รับการรักษาด้วยยากระตุ้นการทำงานของ osteoblast

Liver Tests

AST,ALT,ALP

Hepatocellular Pattern

AST,ALT(minimal)

ALP(slightly)

Cholestatic Pattern

AST,ALT(2-10X)

ALP(3X)

 

AST/ALT(Ratio)

Obstructive clauses

Calculi

Bile duct anomaly

Pancreatic Tumor

Cholangitio Carcinoma

Duodenal Tumor

Obesity

Cholangitis

 

Non obstructive clauses

Sepsis

Drug Reaction

Biliary Cirhosis

Autoimmune

Metabolic lesions

>2.0 Steatohepatic

<2.0

EtOH

Drug reaction

Diabetes

Acute

Hepatitis

Chronic Hepatitis

Viral

HAV

HCV

Hep D,E

Adeno Virus

 

non viral

ANA

อ่านเพิ่มเติม......

9, 10,11, 12) ภาวะไขมันในเลือด

(Cholesterol,Trigeceride,HDL,LDL)

โคเลสเตอรอลคืออะไร
โคเลสเตอรอล คือ สารไขมันคล้ายขี้ผึ้งที่ปรากฏอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย โคเลสเตอรอลบางชนิดจำเป็นต่อการทำงาน

ของร่างกายโดยทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบ ของผนังเซลล์ในร่างกาย และเป็นส่วน-ประกอบสำคัญของฮอร์โมนบางชนิดที่จำเป็นของร่างกาย

ไขมันในเลือดมีกี่ชนิด
ไขมันในเลือด หรือโคเลสเตอรอลมี 3 ชนิด คือ

 

แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล ( LDL) เปรียบเสมือน “ ตัวผู้ร้าย” ถ้ามีปริมาณมากจะสะสมอยู่ในหลอดเลือดแดง

เป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ยิ่งระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

 

เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล ( HDL) เปรียบเสมือน “ ตำรวจ” คอยจับผู้ร้าย เพราะเป็นตัวกำจัดแอล ดี แอล

โคเลสเตอรอล ออกจากหลอดเลือดแดง การมีระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง จึงช่วยลดความเสี่ยงในกา

รเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease)

 

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride หรือ TG) เป็นไขมันอีกประเภทหนึ่งในกระแสเลือด เปรียบเสมือน

“ ผู้ช่วยผู้ร้าย” คนที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูง พร้อมกับระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลต่ำ หรือแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

โคเลสเตอรอลในร่างกายมาจากไหน

 

ตับของร่างกายเราสร้างขึ้น โดยทั่วไปตับจะทำหน้าที่สร้างโคเลสเตอรอลได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

 

อาหารที่รับประทานเข้าไป ถ้ารับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงเป็นนิสัย ก็อาจเกิดโทษต่อ สุขภาพได้จากโคเลสเตอรอลส่วนเกินที่สะสมอยู่ในร่างกายโดยเฉพาะในหลอดเลือด

อะไรทำให้โคเลสเตอรอลสูง
มาจากพฤติกรรมการบริโภคของแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารไขมันสูง นอกจากนี้เรื่องของกรรมพันธุ์ และโรคเบาหวานยังมีส่วนเกี่ยวข้องอีกด้วย
โคเลสเตอรอลสูงก่อให้เกิดโรคหัวใจได้อย่างไร
ปกติหลอดเลือดจะมีผิวเรียบสม่ำเสมอ แต่เมื่อมี แอล ดี แอล มาจับที่ผนังหลอดเลือดเป็นเวลานานจนกระทั่งพอกตัวหนาขึ้นๆ ก้อนไขมันที่

สะสมที่ผนังหลอดเลือดนี้เราเรียกว่า พลัค (plaque) ซึ่งการก่อตัวของพลัคทำให้หลอดเลือดตีบลง ดังนั้นหัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เคลื่อนที่ผ่านไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ ก้อนพลัคนั้นสามารถขวางกั้น

ระบบไหลเวียนเลือดในหลอดเลือด และยังสามารถปริแตกตัวออกมาทำให้เกิดลิ่มเลือดแข็งตัวอุดตันบริเวณพลัคนั้น และเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหรือสมอง จะทำให้อวัยวะส่วนนั้นขาดเลือด เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจ

ตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด หรืออัมพาตจากสมองขาดเลือดได้
โคเลสเตอรอลเท่าไรที่เรียกว่าสูง
วิธีดูว่าใครมีโคเลสเตอรอลสูง ทางการแพทย์จะเทียบกับ ค่าระดับ แอล ดี แอล ซึ่งค่าดังกล่าวขึ้นกับว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

หรือเป็นโรคเบาหวาน หรือไม่

ถ้ายังไม่เป็นโรคดังกล่าวปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคำนึงในการจัดระดับแอล ดี แอล มีอยู่ 6 ประการ

• อายุ ชายเกิน 45 ปี หญิงเกิน 55 ปี

• มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร ( ชายก่อนอายุ 55 ปี หญิงก่อนอายุ 65 ปี)

• ความดันโลหิตสูง

• โรคเบาหวาน

• สูบบุหรี่

• ค่าเอช ดี แอล น้อยกว่า 40 มก.ต่อดล.

 

 

ตารางแสดงค่าปัจจัยเสี่ยง

ชื่อโคเลสเตอรอล

ระดับค่า

แอล ดี แอล

 

 

• เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวาน

ควรต่ำกว่า

100 มก./ดล.

• ไม่มีหลอดเลือดโรคหัวใจและโรคเบาหวานแต่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป

ควรต่ำกว่า

130 มก./ดล.

• ไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวานและมีปัจจัยเสี่ยงน้อยกว่า 2 ข้อ

ควรต่ำกว่า

160 มก./ดล.

ไตรกลีเซอไรด

ควรต่ำกว่า

150 มก./ดล.

เอช ดี แอล

ควรสูงกว่า

40 มก./ดล

ไขมันสูงกับภาวะสุขภาพ

โรคหัวใจ

โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศ ไขมันในโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงข้อหนึ่งของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ การเปลี่ยนแปลงอาหารและการออกกำลังกายสามารถระดับไขมันในเลือดได ้และลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ ถ้าหาก cholesterol ในเลือดสูงไขมันจะเกาะติดผนังหลอดเลือดแดงที่เรียกว่า  plaque ขบวนการที่ทำให้หลอดเลือดตีบเรียก Atherosclerosis ซึ่งหากเป็นมาก

ทำให้หลอดเลือดแดงตีบ เลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงเกิดอาการ เช่นเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด หรืออัมพฤกษ์ นอกจากนั้นคราบไขมันอาจจ

ะหลุดจากผนังหลอดเลือดทำให้เกิด อาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

นอกจากระดับ cholesterol แล้วปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดแข็ง

คือ ตัวที่จะพาไขมันไปตามเส้นเลือดซึ่งเรียกว่า lipoprotein ที่สำคัญมีสองชนิดคือ

Low-density lipoproteins (LDL) ซึ่งจะพา cholesterol จากตับไปสู่ร่างกาย LDL เป็นไขมันที่ไม่ดีหากมีมากจะทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบได้ง่าย

High-density lipoproteins (HDL) เป็นตัวที่พา cholesterol จากร่างกายเข้าสู่ตับ หากมีHDL สูงการเกิดโรคหลอดเลือดจะน้อยลง

โรคที่เกี่ยวข้องกับ cholesterol

มะเร็งเต้านม

พบว่าประเทศที่รับประทานอาหารมันจะมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมสูง แต่ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ประเทศทางยุโรปได้พบว่า

หากรับประทานอาหารที่มีไขมัน monounsaturated fats ( พบมากในน้ำมัน olive oil). จะเกิดโรคมะเร็งเต้านมต่ำ

มะเร็งลำไส้ใหญ่

ก่อนหน้านี้มีความเชื่อว่ารับประทานไขมันมากจะเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้มาก แต่ปัจจุบันพบว่าการรับประทานเนื้อแดงจะ

มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งต่อมลูกหมาก

จากข้อมูลที่ได้ยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจน แต่มีความเชื่อว่าการรับประทานอาหารไขมันอิ่มตัว มากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อ

การเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

โรคอ้วน

ก่อนหน้านี้แพทย์จะแนะนำเรื่องลดน้ำหนักโดยการลดอาหารมันซึ่งไม่ถูกต้องทั้งหมดปัจจุบันแนะนำให้รับประทานปริมาณ

ไขมันไม่เกิน 30 % ของปริมาณพลังงานทั้งหมดและ ให้ลดปริมาณพลังงานที่รับประทานในแต่ละวัน

ระดับไขมันแค่ไหนถึงจะดีประเทศอเมริกาได้กำหนดระดับไขมันที่เหมาะสมสำหรับคนที่มีอายุมากกว่า 20 ปีไว้ดังนี้

  • Total cholesterol น้อยกว่า 200 (mg/dl)

  • HDL cholesterol มากกว่า 40 mg/dl

  • LDL cholesterol น้อยกว่า 100 mg/dl

อ่านเพิ่มเติม......

Tumor markers ตัวชี้มะเร็ง ที่พบมาก ตามตารางข้างล่าง

Marker ที่พบบ่อยคือ CEA และ AFP ครอบคลุมเกือบทุกมะเร็งสามารออกแบบเพื่อตรวจยีนได้ด้วยโปรแกรม CLC Bio และใช้ primers ของ Bio Design

การปรับปรุงวิถีชีวิตและโภชนาการเพื่อเพิ่มยีนอายุขัย

Telomerase gene (hTRT)

Gene that expressses cell perliforation situation. See detail at (http://www.sierrasci.com)

ด้วยเทคโนโลยีการตรวจระดับยีน ปัจจุบันเราพบว่าตำแหน่งซ้ำ้ๆ ตอนท้ายของโครโมโซมทุกอัน มียีนที่เรียกว่า Telomere มันจะถูกหดสั้นลงทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว (ในผู้ที่เป็นโรคยิ่งแบ่งตัวมาก)

จึงมีการออกแบบวิธีวัดความยาวของ Telomere (Telomere length assay T/S ) เพื่อวัดอายุขัยสำหรับบุคคลทั่วไป ในราคาไม่แพง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.sierrasci.com

 

Screening technique developed .

Only the fingertips also check blood lipid in blood flow. Prevent heart disease in adults that you love. Cholesterol and HDL will be measured, it does not need to starve, the measured similarly ,only Trigeceride and LDL are added. Only 2 times a year should be checked so it's possible. It does not hurt the technique RDS (Rapid Diagnostic System) using blood samples from fingertips was enough for check that can immediately do and the time in just five minutes. Are able to work out a lot and the immediate case. So elderly patients to conduct in field are quickly with a reasonable price.

เทคนิคการตรวจพัฒนาไปมากเพียงใช้เลือดจากปลายนิ้วก็ตรวจไขมันในกระแสเลือดได้แล้ว ป้องกันการเกิดโรคหัวใจที่เป็นกันอย่างมากในผู้ใหญ่ที่คุณรัก

การวัด Cholesterol และ HDL ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ค่าวัดได้ใกล้เคียงกัน มีแต่ Trigeceride และ LDL เพิ่มเท่านั้น การตรวจไขมัน ปีละ 2 ครั้งจึงเป็นไปได้ ไม่เจ็บตัวเพราะใช ้เทคนิค RDS(Rapid Diagnostic System) โดยใช้ตัวอย่างเลือดจากปลายนิ้วก็เพียงพอแล้ว และผลก็ได้ผลทันที่ในเวลาเพียง 5 นาที จึงสามารถรับงานได้จำนวนมากและ ออกผลได้ทันที กรณี ผู้ป่วยสูงอายุยังสามารทำการตรวจนอกสถานที่ได้อย่างรวดเร็วในราคาที่เหมาะสมด้วย

การตรวจHippuricAcidในปัสสาวะที่เกิดจากสารระเหย

ร่างกายเมื่อได้รับสารระเหยจะเกิดเมตาโบไลท์ และขับออกจากร่างกายในรูปของกรด เช่นเดียวกับUric Acidปกติในปัสสาวะจะตรวจไม่พบกรด Hippuric เช่นเดียวกับการตรวจกลูโคส นอกจาเกิดความผิดปกติของไตร่วมด้วยการตรวจCrและBun จะช่วยให้แปลผลความผิดปกติของไตได้

การตรวจ Hippuric Acid ใช้หลักการการตรวจ functional group ของ Carboxylic และ Cl กรุ๊ป ของ Hippuric Acid ด้วยเครื่อง TECAN ELISA ANALYSERที่ความยางคลื่น570 nm เพื่ออ่านความขุ่นของปัสสาวะที่ทำปฏิกิริยากับ NaHNO3 และAgNO3โดยเปรียบเทียบกับค่าปกติทำให้การตรวจ สะดวกประหยัดและรวดเร็ว นอกจากนั้นยังตรวจสารแอนตี้อ๊อกซิแด้นได้ด้วย เช่น H2O2 กับ Potassium Permanganate เป็นต้น

การตรวจคุณภาพอาหารโดยใช้ Elisa Technic และ Functional group test

การตรวจต่างๆ้ใช้น้ำยาน้อยจึงตรวจได้จำนวนมากกว่า และสามารถใช้เครื่อง TECAN ELISA CHEM ANALYSER ใช้อ่านความยาวคลื่นได้ทั้งที่ 340,405,570,630 nm

Biochemical test โดยใช้ Agar Plate บ่มในตู้เพาะเชื้อ 24 ชม. สามารถใช้ตรวจหาเชื้อในอาหารได้อย่างกว้างขวาง เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหาร และสุขภาพพนักงานในอุตสาหกรรมอาหาร ทั่วไป ราคาถูกกว่าเพราะใช้เพียง plate อาหาร