Home

Resources

Key Concepts

Login Form



 
Welcome to the Frontpage
การตรวจยีน glutathione-S-transferase GSTเพื่อกำจัดสารพิษ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ทนพ.วิรุฬห์ จิรฎฐิติกาล   
วันพุธที่ 03 กรกฏาคม 2013 เวลา 15:12 น.

กลูต้าไธโอน มีหน้าที่อย่างไร สำคัญ ต่อรางกายมนุษย์อย่างไร

กลูต้าไธโอน เป็นสารประกอบที่พบได้ทั่วไปภายในเซลล์ต่างๆ ?ซึ่งร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง มีบทบาท และหน้าที่สำคัญ ในกระบวนการต่าง ๆ ภายในเซลล์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เพื่อไปทำหน้าที่ต่าง ๆ (cell differentiation) กระบวนการแบ่งตัวของเซลล์ (cell proliferation) กระบวนการตายของเซลล์ที่ได้รับความเสียหาย (apoptosis) และกระบวนการต่อต้านสารอนุมูลอิสระและกำจัดสารพิษ ดังนั้นถ้าเซลล์มีปริมาณกลูต้าไธโอนลดลงจะทำให้เซลล์และอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ ก่อให้เกิดความชราภาพและก่อให้เกิดพยาธิสภาพของโรคต่าง ๆ ขึ้น เช่น โรคจากการเสื่อมของระบบประสาท (neurodegenerative disorder) โรคซีสติกไฟโบรซีส (cystic fibrosis)และโรคติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียชนิดต่าง ๆ

หน้าที่ของกลูต้าไธโอนที่สำคัญ 4 ประการ คือ

1.ทำหน้าที่ในการกำจัดสารพิษจากภายนอกร่างกายและของเสียต่าง ๆ ในร่างกาย

2.ทำหน้าที่ในการป้องกันการเกิดออกซิเดชัน (antioxidant) รวมถึงการต่อต้านอนุมูลอิสระ?(anti-radicals)

3.ควบคุมกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของเซลล์ เช่น การแสดงออกของยีน การสังเคราะห์

ดีเอ็นเอและโปรตีน การแบ่งตัวและการตายของเซลล์ การส่งสัญญาณภายในเซลล์ (signal transduction) การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

4.รักษาสมดุลของระดับไทออล (thiol status)

สำหรับกลไกในการขับสารพิษ?กลูต้าไธโอนจะเข้าจับกับสารพิษโดยตรงโดยทำตัวเป็นนิวคลีโอไฟล์เข้าทำปฏิกิริยากับสารพิษที่เป็นอิเล็กโตรไฟล์ต่าง ๆ เช่น สารระเหย พิษจากควันบุหรี่ ยาฆ่าแมลง หรือยาบางชนิดซึ่งเป็นสารประกอบฮาโลแอลเคน ฮาโลแอลคีน อะมิโนฟีนอลและควิโนน (Dekant, 2001; Kidd, 1997) โดยอาศัยเอนไซม์กลูต้าไธโอนเอส-ทรานส์เฟอเรส (glutathione-S-transferase, GST) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สารกลูต้าไธโอน-เอส-คอนจูเกต (glutathione-S-conjugates) ที่เกิดขึ้นจะเกิดเมแทบอลิซึมผ่านวงจรแกมมา-กลูตามิลต่อไป?

นอกจากนี้ กลูต้าไธโอนยังมีหน้าที่ในการขนส่ง การสะสม และการเกิดเมแทบอลิซึมของโลหะ โดยหมู่ไทออล ในโมเลกุลกลูต้าไธโอนจะทำหน้าที่เป็นตัวรีดิวซ์หรือเป็นโคแฟกเตอร์ในปฏิกิริยารีดอกซ์ของโลหะ หรือสร้างสารเชิงซ้อนกับโลหะ เช่น ปรอท เงิน แคดเมียม ตะกั่ว สังกะสี และทองแดง เป็นสารประกอบที่เสถียรและกำจัดออกจากร่างกายได้ง่าย (Hammond et al., 2001) ส่วนไนตริกออกไซด์ซึ่งมีบทบาทในกระบวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ แต่หากมีปริมาณมากเกินไปจะทำลายเซลล์ประสาท จึงเป็นหน้าที่ของกลูต้าไธโอนในการควบคุมปริมาณไนตริกออกไซด์และอนุพันธ์ภายในเซลล์ โดยกลูต้าไธโอนจะทำปฏิกิริยากับไนตริกออกไซด์ได้ผลิตภัณฑ์เป็นไฮดรอกซิลเอมีนและกลูต้าไธโอนไดซัลไฟด์ ดังนั้นถ้าร่างกายอยู่ในภาวะพร่องกลูต้าไธโอนเนื่องจากภาวะ oxidative stress จะทำให้เซลล์ประสาทว่องไวต่อ ไนตริกออกไซด์และเพอร์ออกซีไนไตรท์ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เซลล์ประสาทเสื่อม (Butterfield et al., 2002)

รับตรวจสุขภาพสำหรับโรงงานโดยแพทย์อาชีวเวช ติดต่อ http://www.thaibdlab.com

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2014 เวลา 02:57 น.
 
Breast Cancer & Estrogen Receptor Signaling PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ทนพ.วิรุฬห์ จิรฎฐิติกาล   
วันพุธที่ 03 กรกฏาคม 2013 เวลา 16:01 น.

Breast Cancer & Estrogen Receptor Signaling PCR Array

Genes Associated with Breast Cancer Prognosis: BRCA1

BRCA1 และ BRCA2 เป็นยีนของมนุษย์ เป็นกลุ่มยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญของเซลล์ (tumor suppressor gene) ในเซลล์ปกติ BRCA1 และ BRCA2 ช่วยดำรงเสถียรภาพของสารพันธุกรรม และป้องกันการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ ? การผ่าเหล่าของยีนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดกลุ่มโรคมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ชื่อ BRCA1 และ BRCA2 ย่อมาจาก Breast cancer susceptibility gene 1 และ Breast cancer susceptibility?gene 2 ส่วนในเพศชายการผ่าเหล่าของยีน BRCA1 อาจจะเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น มะเร็งตับอ่อน , อัณฑะ และต่อมลูกหมาก ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับยีน BRCA2 ด้วยเช่นกัน

รับตรวจสุขภาพสำหรับโรงงานโดยแพทย์อาชีวเวช ติดต่อ http://www.thaibdlab.com

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 03 กรกฏาคม 2013 เวลา 16:20 น.
 
ความรู้เกี่ยวกับเบาหวาน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ทนพ.วิรุฬห์ จิรฎฐิติกาล   
วันเสาร์ที่ 07 กรกฏาคม 2007 เวลา 09:54 น.

อาการของโรคเบาหวานคนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.%

หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย

  • คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึกหรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม

  • ผู้ป่วยจะหิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ

  • อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา

  • ผู้ป่วยจะกินเก่งหิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายน้ำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ

  • อาการอื่นๆที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน

  • คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง

  • เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่นสายตาสั้น ต่อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง

  • ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพราะไม่รู้สึก

  • อาเจียน

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2014 เวลา 02:59 น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
CBC PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ทนพ.วิรุฬห์ จิรฎฐิติกาล   
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม 2010 เวลา 12:21 น.

การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

(CBC : Complete Blood Count)

เลือด เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่งซึ่งมีสารระหว่างเซลล์ เป็นของเหลวเป็นตัวกลางติดต่อระหว่าง เซลล์ของร่างกาย และมีเม็ดเลือดเป็นเซลล์ล่องลอยอยู่ ในร่างกายมีเลือดอยู่ประมาณ 7 ? 8 % ของน้ำหนักตัว ปริมาณของเลือดแตกต่างกันไปตาม อายุ ขนาด น้ำหนักตัว เพศ และ สภาวะของสุขภาพ เลือดมีสีแดงเมื่ออยู่ ในหลอดเลือดแดง มีสีคล้ำลงเล็กน้อยเมื่ออยู่ในหลอดเลือดดำ มีความหนืดกว่าน้ำ 5 เท่า มีอุณหภูมิประมาณ 37.8 ๐ C มีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย มีกลิ่นคาว

หน้าที่ของเลือด คือ

1. ระบบการขนส่ง ออกซิเจน อาหาร ภูมิต้านทาน โปรตีน ระบบป้องกันตัวเอง การทำลายของเสีย

2. ระบบป้องกันด้วยระบบภูมิคุ้มกัน

3. ควบคุมความสมดุลของร่างกาย โดยการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2014 เวลา 02:59 น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
BUN และ Creatinine PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ทนพ.วิรุฬห์ จิรฎฐิติกาล   
วันเสาร์ที่ 07 กรกฏาคม 2007 เวลา 09:54 น.

BUN และ Creatinine หรือที่มักจะเขียนย่อๆ ว่า Bun, Cr

การแปลผลค่า BUN และ Creatinine นั้นค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นคนไข้ทั่วๆ ไปจะไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคือค่าอะไร บางคนจึงเรียกติดปากด้วยเสียงอ่านแบบตรงตัวว่า ไปเจาะดูค่าบัน (BUN) มา ทำให้ไปนึกถึงพวกขนมปังอะไรแทน ซึ่งยิ่งฟังยิ่งงว่าไอ้ขนมปังมันไปเกี่ยวกับเรื่องไตได้ยังไงหว่า? หมอๆ จึงมักจะบอกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ค่า BUN และ Cr คือค่าไต ถ้าค่าไตสูงกว่าปกติแสดงว่าไตไม่ดีซะงั้น?จริงๆ แล้วค่า BUN สูงไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะเป็นโรคไตเสมอไป แต่ยังมีสาเหตุอันหลากหลายที่อาจทำให้ค่า BUN ขึ้นได้ วงการแพทย์จึงต้องมีการคำนวณเพื่อจำแนกดูว่าคนป่วยน่าจะมีค่า BUN สูงเนื่องมาจากภาวะไตเสื่อมหรือไม่ โดยเอาค่า BUN ตั้ง หารด้วย Cr ดังสูตรต่อไปนี้

BUN > 20 , Cr > 1.0 ในคนหนุ่มสาว, Cr > 1.5 ในคนสูงอายุ
ให้สงสัยว่าอาจมีปัญหาเรื่องไต

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2014 เวลา 03:04 น.
อ่านเพิ่มเติม...
 
บทความ อื่นๆ ...
«เริ่มแรกย้อนกลับ123ถัดไปสุดท้าย»

หน้า 2 จาก 3
ลิขสิทธิ์ © 2019 thaibdlab.com/info. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย
 

Who's Online

เรามี 12 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Advertisement

Featured Links: