CBC PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ทนพ.วิรุฬห์ จิรฎฐิติกาล   
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม 2010 เวลา 12:21 น.

การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

(CBC : Complete Blood Count)

เลือด เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่งซึ่งมีสารระหว่างเซลล์ เป็นของเหลวเป็นตัวกลางติดต่อระหว่าง เซลล์ของร่างกาย และมีเม็ดเลือดเป็นเซลล์ล่องลอยอยู่ ในร่างกายมีเลือดอยู่ประมาณ 7 ? 8 % ของน้ำหนักตัว ปริมาณของเลือดแตกต่างกันไปตาม อายุ ขนาด น้ำหนักตัว เพศ และ สภาวะของสุขภาพ เลือดมีสีแดงเมื่ออยู่ ในหลอดเลือดแดง มีสีคล้ำลงเล็กน้อยเมื่ออยู่ในหลอดเลือดดำ มีความหนืดกว่าน้ำ 5 เท่า มีอุณหภูมิประมาณ 37.8 ๐ C มีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย มีกลิ่นคาว

หน้าที่ของเลือด คือ

1. ระบบการขนส่ง ออกซิเจน อาหาร ภูมิต้านทาน โปรตีน ระบบป้องกันตัวเอง การทำลายของเสีย

2. ระบบป้องกันด้วยระบบภูมิคุ้มกัน

3. ควบคุมความสมดุลของร่างกาย โดยการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

เลือดมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ

1. เม็ดเลือด ( Blood cell) มีประมาณ 45 %

2. พลาสมา ( Plasma) มีประมาณ 55 %

1. เม็ดเลือด ( Blood cell) ประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และ เกร็ดเลือด

1.1 เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell : RBC หรือ Erythrocyte)

เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างด้านหน้าเป็นรูปกลมคล้ายจาน ตรงกลางมีรอยบุ๋มลึกลงไปคล้ายโดนัท แต่ไม่มีรู ทะลุถึงกัน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ขนาดประมาณ 7 ไมครอนซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเซลล์อื่นๆ ของร่างกายมาก

เม็ดเลือดแดงจะถูกสร้างที่บริเวณไขกระดูกของร่างกายตามที่ต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ไขกระดูกที่มี ประสิทธิภาพในการสร้าง ได้แก่ ไขกระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครง กระดูกสันหลังและ กระดูกกะโหลก ศีรษะ อัตราการสร้างเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นกับปริมาณออกซิเจนในเลือด ถ้าออกซิเจนต่ำ หรือร่างกายสูญเสีย เลือด จะมีผลเร่งให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น

ภายในเม็ดเลือดแดงมีฮีโมโกลบิลเป็นสารสำคัญในการพาออกซิเจนที่รับจากปอดไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่ว ร่างกาย ฮีโมโกบิลประกอบด้วยส่วนประกอบที่เรียกว่า ฮีม ( Heme) และส่วนที่เป็นโปรตีนซึ่งเรียกว่า โกบิล (Globin) ฮีมมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญ ถ้าร่างกายขาดธาตุเหล็ก จะทำให้สร้างฮีมได้ไม่พอ ซึ่งส่งผล ต่อไปยังการสร้างฮีโมโกลบิน และการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้สร้างได้ปริมาณน้อย และคุณภาพของเม็ดเลือด แดงด้อยลง

เม็ดเลือดแดงจะมีอายุประมาณ 120 วัน เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วจะถูกทำลายที่ม้าม โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นธาตุเหล็กร่างกายจะเก็บไว้ใช้อีก และ ส่วนที่ไม่ใช่ธาตุเหล็กจะถูกนำไปที่ตับเพื่อขับออกทาง น้ำดี และบางส่วนถูกขับออกทางไต จำนวนเม็ดเลือดแดงในผู้ชายมีปริมาณมากกว่าผู้หญิง ในผู้ชายมีประมาณ 5 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ลบ.ซม. ผู้หญิงมีประมาณ 4.5 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ลบ.ซม.

หน้าที่ของเม็ดเลือดแดง

1. นำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย

2. นำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเซลล์ไปสู่ปอด

3. ทำให้เลือดมีสีแดง โดยฮีโมโกลบินรวมกับออกซิเจน

1.2 เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell : WBC หรือ leukocyte, leucocyte)

เม็ดเลือดขาวมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียส ไม่มีฮีโมโกลบิน มีการ เคลื่อนไหวแบบการคืบตัวคล้ายอะมีบา สามารถลอดผ่านผนังเลือดฝอยได้ จำนวนเม็ดเลือดขาวปกติประมาณ 5,000 ? 7,000 เซลล์ต่อเลือด 1 ลบ.ซม. จำนวนเม็ดเลือดขาวเปลี่ยนแปลงได้ตาม อายุ เพศ และ สภาวะอื่นๆ เม็ดเลือดขาวมีการสร้างออกมาตลอดเหมือนเม็ดเลือดแดง มีอายุประมาณ 13 วัน อวัยวะสำหรับสร้างเม็ดเลือด ขาว ได้แก่ ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง ต่อมทอมซิล ต่อมไทมัส เป็นต้น

หน้าที่เม็ดเลือดขาว

ทำลายเชื้อโรค เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะถูกผลิตเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อ เตรียมพร้อมที่จะทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยวิธี

1. การสะกดกลืนกิน (phagocytosis) เป็นวิธีทำลายเชื้อโรคโดยการกินและย่อยสลายเชื้อโรค

2. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (immunization) เม็ดเลือดขาวบางชนิดจะสร้างสารพวกโปรตีนที่มี คุณสมบัติต่อต้านสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค

เม็ดเลือดขาว แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. เม็ดเลือดขาวชนิดมีแกรนูล

2. เม็ดเลือดขาวชนิดไม่มีแกรนูล

1. เม็ดเลือดขาวชนิดมีแกรนูล เรียกว่า แกรนูไลไซท์ ( Granulocyte) นิวเคลียส แบ่งเป็นกลีบ เซลล์ ค่อนข้างกลม ถูกสร้างที่ไขกระดูก แบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่

1.1 นิวโตรฟิล ( Neutrophil) มีประมาณ 60?70 % ของเม็ดเลือดขาว ทั้งหมดมีนิวเคลียสหลายกลีบ หน้าที่ ทำลายเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย Neutrophils คือเซลล์ที่ตอบสนองในระยะแรกของการ อักเสบแบบเฉียบพลัน ซึ่งสามารถตอบสนองได้เป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว Neutrophils จะถูกปล่อยออกมา จากไขกระดูกสู่กระแสเลือด สามารถหลั่งสารตัวกลางทางเคมีที่แรงได้หลายชนิด ทำให้มีความสามารถในการ ต่อสู้หรือทำลายเชื้อจุลชีพได้ เช่น สารพิษมากกว่า 50 ชนิด สารอนุมูลอิสระต่างๆ และเอนไซม์ที่ย่อยโปรตีนอีก หลายชนิด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผลให้เนื้อเยื่อปกติอาจถูกทำลายไปด้วยในระหว่างกระบวนการอักเสบ

1.2 อีโอสิโนฟิล ( Eosinophil) มีประมาณ 1 ? 6 % ของเม็ดเลือดขาว มีนิวเคลียสสองกลีบ ทำหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการเกิดปฏิกริยาภูมิแพ้ และ การติดเชื้อจากหนอนพยาธิ โดยที่เซลล์ Eosinophils ช่วยควบคุมการ อักเสบด้วยการหลั่งเอนเอนไซม์ เช่น histamine และ leukotrienes ไปย่อยสลายสารสื่อกลางทางเคมีใน กระบวนการอักเสบ

1.3 เบโซพิล ( Basophil) มีประมาณ 0.5 ? 1 % ของเม็ดเลือดขาว มีนิวเคลียสสองกลีบ ทำหน้าที่ สร้างสารเฮปาริน ( Heparin) ซึ่งเป็นสารป้องกันมิให้เลือดในร่างกายแข็งตัว และ สร้างฮีสตามิน (Histamine) ช่วยขยายผนังของหลอดเลือด

2. เม็ดเลือดขาวชนิดไม่มีแกรนูล เรียกว่า อะแกรนูโลไซท์ ( Agranulocyte) มีนิวเคลียสใหญ่ ค่อนข้าง กลม มีกลีบเดียว สร้างจากต่อมน้ำเหลือง ต่อมไทมัส และต่อมทอนซิล มีจำนวนน้อยมากที่สร้างจากไขกระดูก แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

2.1 ลิมไฟไซท์ ( Lymphocyte) มีนิวเคลียสใหญ่เกือบเต็มเซลล์ ทำหน้าที่ สร้างภูมิคุ้มกันที่มีบทบาท รับผิดชอบต่อการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ เนื่องจากมีความสามารถในการจดจำและแบ่งตัวของ memory cells ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจนที่จำเพาะไปตลอด

2.2 โมโนไซท์ ( Monocyte) มีนิวเคลียสใหญ่ รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ทำหน้าที่ ทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ ร่างกาย ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกลืนกินเซลล์สูงกว่า neutrophils ซึ่งสามารถย่อยเชื้อจุลชีพต่างๆ ได้มากกว่า ถึง 10 เท่า มีความสำคัญในกระบวนการซ่อมแซมเนื่องจากเป็นเซลล์ที่ผลิตโปรตีนต่างๆ ในกระบวนการ ซ่อมแซมรอยแผล โปรตีนบางชนิดเป็นเอนไซม์ย่อยสลายเนื้อเยื่อ

3 เกร็ดเลือด ( Platelets หรือ Thromocyte)

เกร็ดเลือด มีรูปร่างกลมแบน ไม่มีนิวเคลียส ขนาด 2-4 ไมครอน เล็กกว่าเม็ดเลือดขาว และ เม็ดเลือด แดง ปกติจะมีเกร็ดเลือดประมาณ 250,000 ? 300,000 เซลล์ต่อเลือด 1 ลบ. ซม.

หน้าที่ของเกร็ดเลือด

การรักษาความสมดุลภายในหลอดเลือด ( hemostasis) และ ช่วยในการอุดรอยรั่ว เมื่อเกิดการฉีกขาด ของผนังเส้นเลือดได้ ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว โดยผลิตแอนไซน์ทรอมโบพลาสตืน (Thromboplastin) ซึ่งเป็น สารที่ทำให้เลือดแข็งตัว ดังนั้นการมีปริมาณของเกร็ดเลือดที่มากเกินไปทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดได้ง่าย และนำไปสู่การเกิดก้อนลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดได้ ในทางตรงกันข้ามหากมีปริมาณของเกร็ดเลือดน้อยเกินไปก็ จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติในกระบวนการห้ามเลือด เกิดเลือดไหลหยุดช้า หรือเลือดไหลไม่หยุดได้

รูปแสดงกลไกการห้ามเลือดของร่างกายเมื่อเกิดการบาดเจ็บของเส้นเลือด

1. เมื่อเกิดการบาดเจ็บของเส้นเลือด เกร็ดเลือดจะมาจับตัวกัน

2. เกล็ดเลือดจะปล่อยสารกระตุ้นให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยในการห้ามเลือด และ เกิดเป็นลิ่มเลือดอุดรูรั่ว หรือบริเวณที่ฉีกขาดไว้

3. ลิ่มเลือดนี้จะอุดรูรั่วไว้จนกว่าร่างกายจะซ่อมแซมผนังเส้นเลือดจนหายเป็นปกติ

ขั้นตอนการแข็งตัวของเลือด

1. เมื่อมีบาดแผลเกิดขึ้นในร่างกาย ผนังของเส้นเลือดีกขาดเซลล์จะถูกทำลายเกล็ดเลือดจะเคลื่อนมายังบริเวณที่ฉีกขาดนี้ เนื้อเยื่อที่ถูกทำลายและเกล็ดเลือด จะปล่อยทรอมโบพลาสตินออกมา

2. ทรอมโบพลาสติน จะไปเปลี่ยนโปรทรอมบินให้เป็นทรอมบินโดยใช้ แคลเซี่ยม

3. ทรอมบินจะเปลี่ยนไฟบริโนเจนในเลือดให้เป็นไฟบริน ไฟบรินจะประสานกันเป็นร่างแหหดตัว และดึงผิวบาดแผลให้ชิดกัน และปิดบาดแผล เลือดจะหยุดไหล

2. พลาสมา ( Plasma) เป็นส่วนที่เป็นของเหลวในเลือด มีสีเหลืองใส มีฤทธิ์เป็นด่างเล็กน้อย

การตรวจ CBC จะบอกอะไรบ้าง

การตรวจดูสัณฐานวิทยาหรือลักษณะรูปร่างของเซลล์เม็ดเลือดแดง ( Red blood cell morphology) และ คาดการณ์จำนวนเกร็ดเลือด (Platelet estimation) รวมถึงความผิดปกติของเกร็ดเลือด ประโยชน์ของการตรวจ ทำให้ทราบถึงสภาวะสุขภาพของร่างกาย และความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย เพื่อค้นหาความผิดปกติในระ แรกเริ่มจะเป็นประโยชน์สำหรับการป้องกัน และรักษาโรคได้ทันการ

การเก็บเลือดเพื่อตรวจ โดยเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำบริเวณ ข้อแขนหรือข้อมือ ใช้ปริมาณประมาณ 2.5 - 3 มิลลิลิตร และเก็บเลือด ไว้ในหลอดแก้วที่บรรจุสารกันเลือดแข็งที่เรียกว่า อีดีทีเอ ( EDTA) ตาม อัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่จะตรวจ มีวิธีการตรวจ CBC มีดังนี้

มีวิธีการตรวจ CBC มีดังนี้

1.วิธีตรวจโดยนำเลือดมาตรวจบนแผ่นสไลด์ และส่องกล้องจุลทรรศน์ และ นำเลือดบางส่วนมาปั่นเพื่อหาค่าความเข้มข้นของเลือด ( ปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น) ส่วนการตรวจเม็ดเลือดขาวก็นำมาผ่านกรรมวิธีทำลายเม็ดเลือดแดงแล้วจึงเอามาใส่สไลด์และส่องกล้องเพื่อนับปริมาณเม็ดเลือดขาวอีกครั้งหนึ่ง

ข้อดี เป็นวิธีที่แน่นอนเป็น conventional method เป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์ทั่วโลก

ข้อเสีย คือ ใช้เวลา ในกรณีที่ต้องตรวจเป็นจำนวนมาก เช่นในการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นหมู่คณะจะไม่ สามารถกระทำได้เพราะใช้เวลาและมีรายละเอียดการทำค่อนข้างมาก ต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญ การวินิจฉัยบางโรคจำเป็นต้องใช้อายุรแพทย์ทางโลหิตวิทยา

2. วิธีตรวจด้วยการประมาณ เป็นวิธีที่ใช้หลักการเดียวกับวิธีที่ 1 แต่ตัดขั้นตอนที่ละเอียดและใช้เวลาลง โดยการ นำเลือดมาปั่นหาค่าความเข้มข้นของเลือด และดูจากสไลด์เท่านั้น ซึ่งปริมาณเม็ดเลือดขาวที่ได้จะเป็นการกะประมาณ ค่าอื่นๆ เช่น ปริมาณฮีโมโกลบินก็ไม่สามารถตรวจได้

ข้อดี เพียงอย่างเดียวคือประหยัดค่าใช้จ่าย

ข้อเสีย ไม่สามารถเป็นตัววินิจฉัยหรือคัดกรองได้ และมีโอกาสพลาดได้หากตรวจเป็นจำนวนมากๆ และยังไม่มี หลักฐานว่าเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์

3. วิธีตรวจด้วยเครื่อง Fully automatic blood analyzer เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการ ตรวจ CBC ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่มีตัวอย่างต้องตรวจมาก

ข้อดี คือ รวดเร็ว ภายใน 1 นาทีก็ได้ผลแล้ว และแน่นอน ผิดพลาดน้อยมาก ใช้เป็นการ screening เบื้องต้นได้

เพราะสามารถตรวจองค์ประกอบของเลือดได้ละเอียดมากถึง 18-22 ค่า คือดูทุกแง่ทุกมุม แต่ก็ยังมีข้อจํากัดคือ

ถ้ามีผลการตรวจที่ผิดปกติต้องตรวจซ้ำโดยวิธีที่ 1 เพราะการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อดูรูปร่าง ลักษณะการติดสีของเม็ดเลือดนั้น คอมพิวเตอร์ยังไม่สามารถทําแทนมนุษย์ได้

ข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายจะสูง 3-4 เท่า กว่า วิธีที่ 1 และ 2

ข้อพิจารณาอย่างหนึ่งในการตรวจ CBC คือ การตรวจนั้นจะต้องกระทําให้ เสร็จสิ้นไม่ เกิน 24 ชั่วโมง หลังเจาะเลือดมาแล้ว เพราะแม้ว่าจะมีการใส่สารกันเลือดแข็งเพื่อรักษารูปร่างของเม็ดเลือดแล้วก็ตาม ขนาดของเม็ดเลือดขาวที่ออกมานอกร่างกายจะค่อยๆ เล็กลง และแตกสลายไป เมื่อมาทําการตรวจไม่ว่า จะเป็นวิธีใดก็ตรวจได้ค่าไม่เหมือนกัน แต่ค่าที่ได้่จะไม่เป็นค่าที่แท้จริง เท่ากับสูญเปล่าโดยเปล่าประโยชน สาเหตุนี้เอง โรงพยาบาลที่มีผู้ต้องตรวจ CBC เป็นจำนวนมากจึงนิยมใช้การตรวจด้วยวิธีที่ 3 เพื่อรักษา คุณภาพ แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าหลายเท่าตัวก็ตาม

การตรวจความสมบูรณ์?ของเม็ดเลือดประกอบด้วย

การตรวจนับจํานวนเม็ดเลือดขาว ( White Blood Cell Count, WBC) หรือ ปริมาณเม็ดเลือดขาวทุกชนิด ในเลือดรวมกันค่าปกติ จะอยู่ ประมาณ 5000-10000 cell/ml

ถ้าจํานวน WBC ต่ำมาก อาจจะเกิดจากโรคที่มีภูมิค้านทานต่ำบางอย่าง หรือ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางประเภท หรือ โรคที่มีการสร้างเม็ดเลือดผิดปกติเช่น Aplastic Amemia หรือไขกระดูกฝ่อ ซึ่งจะทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดลดลงทั้งหมด

ถ้า WBC มีจำนวนสูงมาก อาจจะเกิดจากการติดเชื้อพวกแบคทีเรีย แต่จะต้องการนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว ( Differential Count) ประกอบด้วย แต่ถ้าจำนวน WBC สูงมากเป็นหลายๆ หมื่นเช่น สี่ห้าหมื่นหรือ เป็นแสน อันนั้นจะทำให้สงสัยพวกมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่จะต้องหาดูพวกเซลล์เม็ดเลือดขาว ตัวอ่อนจากการ แยกนับเม็ดเลือดขาว หรือเจาะไขกระดูกตรวจอีกครั้ง มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) อาจจะมีจํานวนเม็ดเลือดขาวปกติ หรือต่ำกว่าปกติก็ได้เรียกว่า Aleukemic Leukemia

2. การนับแยกชนิดเม็ดเลือดขาว ( Differential White Blood Cell Count) จะรายงานออกมา เป็น % ของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ดังนั้นรวมกันทั้งหมดทุกชนิดจะต้องได้ 100 % พอดี ตัวสำคัญหลักๆดังนี้

2.1 นิวโทรฟิล ( Neutrophils) มีหน้าที่ทำลายเชื้อแบคทีเรีย ถ้าร่างกายมีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือได้รับบาดเจ็บ จะทำให้นิวโทรฟิลสูงขึ้น ค่าปกติ ประมาณ 50-60% ถ้าสูงมากเช่น มากกว่า 80% ขี้นไป และโดยเฉพาะถ้า สูงและมีปริมาณWBC รวม มากกว่าหมื่นขึ้นไป จะทำให้นึกถึงภาวะมีการติดเชื้อแบคทีเรีย

2.2 ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) หรือเม็ดน้ำเหลือง มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย ต่อสู้ การติดเชื้อแบคทีเรียเรื้อรังและการติดเชื้อไวรัสเฉียบพลัน ถ้าพบ Lymphocyte ในปริมาณ สัดส่วนสูงขึ้นมา มากๆ โดยเฉพาะร่วมกับ ภาวะเม็ดเลือดขาว(WBC) โดยรวมต่ำลง อาจจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะ ถ้ามี Lymphocyte ที่รูปร่างแปลกๆและตัวโตผิดปกติ ที่เรียกกันว่า Atypical Lymphocyte จำนวนมากร่วมกับ เกล็ดเลือดต่ำ และ Hct สูง จะพบได้บ่อยในผู้ที่เป็นไข้เลือดออก

2.3 โมโนไซต์ (Monocyte) มีหน้าที่ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อโรคทีขนาดใหญ่ ซึ่งเม็ดเลือด ขาวชนิดอื่นทำลายไม่ได้ และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ด้วย

2.4 อีโอซิโนฟิล ( Eosinophils) มีหน้าที่ทำลายสารพิษที่ทำให้เกิดอาการแพ้สารของร่างกาย เช โปรตีน ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เป็นต้น และยังช่วยทำให้เลือดคงสภาพเป็นของเหลวอยู่ตลอดเวลาไม่แข็งตัว ปกติไม่ค่อยพบอาจจะพบได้ 1-2% จะพบมีค่าสูงได้บ่อยในภาวะภูมิแพ้ หรือมีพยาธิ

2.5 เบโซฟิล ( Basophils) มีหน้าที่สร้างสารเฮปาริน (Heparin) ซึ่งเป็นสารป้องกันมิให้เลือดใน ร่างกายแข็งตัว และ สร้างฮีสตามิน(Histamine) ช่วยขยายผนังของหลอดเลือด จะพบมีค่าสูงในภาวะภูมิ ต้านทานมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น

3. การนับจำนวนเกร็ดเลือด (Platelet count) เกร็ดเลือดเป็นเซลเม็ดเลือด คล้ายเศษเม็ดเลือดแดง

เป็นตัวที่ช่วยในการหยุดไหล ของเลือด เวลาเกิดบาดแผล จะมีจำนวนประมาณ แสนกว่าเกือบสองแสน ขึ้นไป

ถึงสองแสนกว่า การรายงานอาจจะรายงานเป็นจำนวน cell/ml เลยจากการนับ หรือ จากการประมาณด้วยสายตาเวลาดูสไลด์ที่ย้อมดูเม็ดเลือด แล้วประเมินปริมาณคร่าวออกมาดังนี้

- Adequate หรือเพียงพอ หรือพอดี หรือปกติ

-Decrease หรือ ลดลงกว่าปกติ หรือต่ำกว่าปกติ มักจะพบในผู้ติดเชื้อพวกไวรัส เช่น ไข้เลือดออก หรือ มีการสร้างผิดปกติ หรือ โรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Thrombocytopenic Purpura (ITP) ซึ่งทำให้มีเลือดออกง่าย และเกิดจ้ำเลือดได้ตามตัว

- Increase พบได้ในบางภาวะเช่นมีการอักเสบรุนแรง มีเนื้องอกบางชนิดในร่างกายหรือ มีการเสียเลือด

ฉับพลัน จะมีการกระตุ้นให้ไขกระดูกเร่งสร้างเกล็ดเพื่อไปช่วยทำให้เลือดหยุด และอุดบาดแผล นอกจากนี้ยังมี พวกที่เกล็ดเลือดสูงขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น ต่างๆ ก็ได้ เรียกว่า Essential Thrombocytosis

4. การนับจำนวนเม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell Count,RBC) หรือรูปร่างของเม็ดเลือดแดง

รายงานออกมาหลายรูปแบบ ตามลักษณะที่มองเห็น ซึ่งจะช่วยแยกโรคได้หลายโรครวมทั้ง ธารัสซีเมียได้คร่าวๆ หรือ บอกภาวะโลหิตจาง จากการขาดเลือดแดงด้วยก็ได้ จำนวนเม็ดเลือดแดงบอกถึงการสร้างและเลือดไหลจากหัวใจลดลง หรือปอดมีการแลกเปลี่ยนก๊าซไม่พอ หรือมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมาก ส่วนค่าที่ลดลง พบได้ในผู้ที่ขาดวิตามินบีสิบสองหรือบีหก หรือขาดธาตุเหล็ก การติดเชื้อเรื้อรัง การเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือเกิด จากการกดการสร้างของไขกระดูก

5 ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit, Hct) หรือ เปอร์เซนต์ของเม็ดเลือดแดง อัดแน่นเทียบกับปริมาตรของเลือดทั้งหมด ค่านี้ใช้บอกภาวะโลหิตจาง หรือ เช้มข้น ของเลือด ค่าฮีมาโตคริต ที่เพิ่มมากขึ้นจะพบได้ในภาวะช็อค ขาดน้ำอย่างรุนแรง หรือในภาวะที่มีจำนวนเม็ดเลือดเพิ่มขึ้น และพบค่าฮีมาโตคริต ต่ำได้ในผู้เป็นโลหิตจาง มะเร็งเม็ดเลือด หรือภาวะมีเลือดออกรุนแรง

6. ปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin,Hb) ฮีโมโกลบินมีหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ และนำคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์กลับไปฟอกที่ปอด ค่าฮีโมโกลบินที่ลดลงอาจเกิดจากการเสียเลือด และการขาด สารอาหาร โลหิตจาง โดยเฉพาะการขาดธาตุเหล็กใช้บอกภาวะโลหิตจาง เช่นเดียวกันกับ Hct ค่าปกติของ Hb มักจะเป็น 1/3 เท่าของ Hct

ตารางแสดงค่าปกติการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)

การแปลผล

ภาวะโลหิตจาง แบ่งได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ภาวะโลหิตจางที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กกว่าปกติ เรียกว่า hypochromic microcytic anemia ซึ่งจะพบในผู้ที่มีภาวะโลหิตจางเนื่องจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency anemia) เป็นต้น

2. ภาวะโลหิตจางที่เซลล์เม็ดเลือดแดงมีขนาดปกติ เรียกว่า normocytic anemia ซึ่งประกอบด้วย normochromic normocytic anemia และ hypochromic normocytic anemia โดยสามารถพบได้ในผู้ที่มีภาวะ โลหิตจางเนื่องจากการเสียเลือดอย่างมากและฉับพลัน (acute blood loss) และในผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง เรื้อรัง (anemia of chornic disease) เป็นต้น

3. ภาวะโลหิตจางที่เซลล์เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่กว่าปกติ เรียกว่า macrocytic anemia สามารถพบได้ที่มีภาวะโลหิตจางเนื่องจากการขาดวิตามินบี 12 และกรดโฟลิก (Megaloblastic anemia)

การป้องกันภาวะโลหิตจางที่มีสาเหตุมาจากการขาดธาตุเหล็ก

ความต้องการธาตุเหล็กของร่างกาย

ร่างกายมีธาตุเหล็กอยู่ทั้งหมดประมาณ 5 % อยู่ในองค์ประกอบอื่นในเซลล์ เช่น ไมโอโกลบิลในกล้ามเนื้อ เอนไซม์หลายชนิดในเซลล์ต่างๆ มี ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบด้วย ส่วนธาตุเหล็กที่เหลืออีก 25 % นั้นเก็บอยู่ในโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมซึ่งจะค่อยๆ ปล่อยธาตุเหล็กออกมาเมื่อมีความต้องการใช้ธาตุเหล็ก การหมุนเวียนของธาตุเหล็ก เกิดมากที่สุดในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง เพราะเม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน ร่างกายมีการกำจัดเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุและมีการสร้างทดแทนทุ ัน แต่ธาตุเหล็กในเม็ดเลือดแดง ที่ถูกกำจัด ไม่ได้ถูกขับออกนอกร่างกาย มีกระบวนการรีไซเคิลเหล็กที่มีประสิทธิภาพธาตุเหล็กที่เสียไปในแต่ละ วันจึงมีปริมาณน้อยเพียง 0.5-1 มิลลิกรัม โดยมากเสียไปจากเซลล์บุลำไส้ที่ลอกหลุดไปกับอุจจาระ แต่ผู้ที่มีการ เสียเลือดจะสูญเสียธาตุเหล็กไปกับเลือดด้วย ผู้หญิงจะเสียเหล็กเพิ่มขึ้นระหว่างมีเลือดประจำเดือนอีกประมาณ วันละ 0.5-1 มิลลิกรัม รวมเป็นเสียธาตุเหล็กวันละ 1-2 มิลลิกรัม

ร่างกายต้องการธาตุเหล็กเพิ่มเติมเพียงเพื่อทดแทนธาตุเหล็กทีสูญเสียไป วันละ 1-2 มิลลิกรัมแต่ใน ภาวะที่ต้องสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ร่างกายก็ต้องการธาตอเหล็กเพิ่มขึ้นด้วยเช่นหญิงมีครรภ์อายุ 3เดือนขึ้นไป ทารกในครรภ์มีการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ซึ่งต้องดึงสารอาหาร และธาตุเหล็กไป จากแม่ หญิงมีครรภ์ในช่วงนี้ต้องการธาตุเหล็กวันละประมาณ 5 ? 6 มิลลิกรัม ทารกและเด็กเล็กใน 2 ขวบ ปีแรก มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว ต้องการธาตุเหล็กปริมาณสูงหากเทียบกับน้ำหนักตัว

ธาตุเหล็กในอาหาร

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับหมู ตับวัว นม ไข่ ถั่ว เต้าหู้ น้ำลูกพรุน และผักใบเขียว

เหล็กในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ถูกดูดซึมได้ดีกว่าประเภทพืชผัก ในนมมีเหล็กน้อยและมีสารพวกฟอสเฟตทำให้ดูดซึมเหล็กได้น้อย เหล็กที่มีในอาหารถูกดูดซึมได้ไม่มาก ดังนั้นผู้ใหญ่ปกติจึงควร รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กประมาณวันละ 10-15 มิลลิกรัม แม้ว่าร่างกายจะต้องการเพียงวันละ 1-2 มิลลิกรัม

ปริมาณธาตุเหล็กที่มีในอาหารโดยทั่วไปมักเพียงพอต่อความต้องการธาตุเหล็กในผู้ใหญ่ปกติ สําหรับ หญิงมีครรภ์ช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งมีควาต้องการธาตุเหล็กสูง ภาวะที่เสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก ได้แก่ ผู้ที่มีการเสียเลือดไปมาก หรือเสียเลือดที่น้อยอย่างเรื้อรัง เช่น มีพยาธิปากขอในลําไส้

_________________________________________________________________

สิงห์คำ ธิมา , ใกล้หมอ , วิกิพีเดีย , โครงการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร?เน็ต สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชุมพร , std.kku.ac.th/ 4831500146/narok/Patho-Immunopathology% 20I.doc , www.siamhealth.net/public_html/Health/Lab_interprete/cbc.htm , www.elib-online.com/doctors 3/gen_lab 01.html และ www.geocities.com/peng_ 126/story 4.html

รับตรวจสุขภาพสำหรับโรงงานโดยแพทย์อาชีวเวช ติดต่อ http://www.thaibdlab.com

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2014 เวลา 02:59 น.
 
ลิขสิทธิ์ © 2019 thaibdlab.com/info. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย