Introduction

 

http://www.thaiclinic.com/kidney.jpg

ไตเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย มี 2 ข้าง ลักษณะเป็นรูปถั่ว ขนาดในผู้ใหญ่ประมาณ 10-13 ซ.ม. ตำแหน่งอยู่ทางด้านหลังตรงบริเวณบั้นเอว ทั้งสองข้าง

ไตจะทำหน้าที่กรองเลือดที่มาเลี้ยงไตและนำของเสียและน้ำส่วนเกิน กรองและขับออกมา เป็นปัสสาวะ
ไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมากและไม่มีเวลาพักผ่อน โดยจะรับเลือดจากหัวใจในปริมาณถึง 20% หรือ 1ใน 5 ของเลือดที่บีบตัวออกจากหัวใจแต่ละครั้ง รวมปริมาณเลือดถึงประมาณวันละไม่ต่ำกว่า 1400 ลิตร และนำมากรองขับออกมาเป็นปัสสาวะประมาณวันละ 1-2 ลิตรเท่านั้น

 

โดยสรุปหน้าที่ของไตจึงมีทั้งหมดดังนี้คือ

1.       ขับของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญสารอาหารต่างๆของร่างกายรวมทั้งสารพิษต่างๆที่ร่างกาย ได้รับออกมาเป็นปัสสาวะ

2.       ขับน้ำส่วนเกินออกจาการ่างกาย

3.       ควบคุมดุลย์ของน้ำและเกลือแร่ทีสำคัญของร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติเสมอ

4.       ช่วยสร้างฮอร์โมนที่มีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง

5.       ช่วยสร้าง วิตามินดี -3 ชนิดแอคทีพซึ่งจะมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสเฟตมากที่สุด 

6.       โรคไต : อาการ สาเหตุ และข้อแนะนำ

7.       โรคไต หมายถึง โรคอะไรก็ได้ที่มีความผิดปกติหรือที่เรียกว่า พยาธิสภาพ เกิดที่บริเวณไต ที่พบมาก ได้แก่

 

•

โรคไตวายฉับพลันจากเหตุต่างๆ

 

•

โรคไตวายเรื้อรังเกิดตามหลังโรคเบาหวาน โรคไตอักเสบ หรือโรคความดันโลหิตสูง

 

•

โรคไตอักเสบเนโฟรติก

 

•

โรคไตอักเสบจากภาวะภูมิคุ้มกันสับสน (โรค เอส.แอล.อี.)

 

•

โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

 

•

โรคถุงน้ำที่ไต (Polycystic Kidney Disease)

8.       อาการ

 

•

ปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคไต แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ โดยจะปัสสาวะเป็นเลือด อาจเป็นเลือดสดๆ เลือดเป็นลิ่มๆ

 

•

ปัสสาวะเป็นสีแดง สีน้ำล้างเนื้อ สีชาแก่ๆ หรือปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม ก็ได้

 

•

ปัสสาวะเป็นฟองมาก เพราะมี albumin หรือโปรตีนออกมามาก จะทำให้ปัสสาวะมีฟองขาวๆ เหมือนฟองสบู่

 

•

การมีปัสสาวะเป็นเลือด พร้อมกับมีไข่ขาว-โปรตีนออกมาในปัสสาวะพร้อมๆ กัน เป็นข้อสันนิฐาน ที่มีน้ำหนักมากว่าจะเป็นโรคไต

 

•

ปัสสาวะขุ่น อาจเกิดจากมี เม็ดเลือดแดง (ปัสสาวะเป็นเลือด) เม็ดเลือดขาว (มีการอักเสบ) มีเชื้อแบคทีเรีย (แสดงว่ามีการติดเชื้อ) หรืออาจเกิดจากสิ่งที่ร่างกายขับออกจากไต แต่ละลายได้ไม่ดี เช่น พวกผลึกคริสตัลต่างๆ เป็นต้น

 

•

การผิดปกติของการถ่ายปัสสาวะ เช่น การถ่ายปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะราด เบ่งปัสสาวะ อาการเหล่านี้ ล้วนเป็นอาการผิดปกติ ของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก และท่อทางเดินปัสสาวะ

 

•

การปวดท้องอย่างรุนแรง (colicky pain) ร่วมกับการมีปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่น หรือมีกรวดทราย แสดงว่าเป็นนิ่วในไต และทางเดินปัสสาวะ

 

•

การมีก้อนบริเวณไต หรือบริเวณบั้นเอวทั้ง 2 ข้าง อาจเป็นโรคไต เป็นถุงน้ำการอุดตันของไต หรือเนื้องอกของไต

 

•

การปวดหลัง ในกรณีที่เป็นกรวยไตอักเสบ จะมีอาการไข้หนาวสั่น และปวดหลังบริเวณไต คือ บริเวณสันหลังใต้ซี่โครงซีกสุดท้าย

 

•

อาการบวม โดยเฉพาะการบวมที่บริเวณ หนังตาในตอนเช้า หรือหน้าบวม ซึ่งถ้าเป็นมาก จะมีอาการบวมทั่วตัว อาจเกิดได้ในโรคไตหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อย โรคไตอักเสบชนิดเนฟโฟรติค ซินโดรม (Nephrotic Syndrome)

 

•

ความดันโลหิตสูง เนื่อง จากไตสร้างสารควบคุมความดันโลหิต ประกอบกับไต มีหน้าที่รักษาสมดุลของน้ำ และเกลือแร่ในร่างกาย เพราะฉะนั้นความดันโลหิต สูงอาจเป็นจากโรคไตโดยตรง หรือในระยะไตวายมากๆ ความดันโลหิตก็จะสูง ได้

 

•

ซีดหรือโลหิตจาง เช่นเดียวกับความดันโลหิตสูง สาเหตุของโลหิตจางมีได้ หลายชนิด แต่สาเหตุที่เกี่ยวกับโรคไตก็คือ โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic renal failure) เนื่องจากปกติ ไตจะสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) เพื่อไปกระตุ้นให้ไขกระดูก สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเกิดไตวายเรื้อรัง ไตจะไม่สามารถสร้างสารอีริโธรโปอีติน (Erythopoietin) ไปกระตุ้นไขกระดูก ทำให้ซีด หรือโลหิตจาง มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมบ่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ควรต้องไปพบแพทย์ ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ จึงจะพอบอกได้แน่นอนขึ้น ว่าเป็นโรคไตหรือไม่

9.       สาเหตุ

 

•

เป็นมาแต่ กำเนิด (Congenital) เช่นมีไตข้างเดียว หรือไตมีขนาดไม่เท่ากัน โรคไตเป็นถุงน้ำ (Polycystic kidney disease) ซึ่งเป็น กรรมพันธุ์ด้วย เป็นต้น

 

•

เกิดจากการอักเสบ (Inflammation) เช่นโรคของกลุ่มเลือดฝอยของไตอักเสบ (glomerulonephritis)

 

•

เกิดจากการ ติดเชื้อ (Infection) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเป็นส่วนใหญ่ เช่นกรวยไตอักเสบ ไตเป็นหนอง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (จากเชื้อ โรค) เป็นต้น

 

•

เกิดจากการอุดตัน (Obstruction) เช่นจากนิ่ว ต่อมลูกหมากโต มะเร็งมดลูกไปกดท่อไต เป็นต้น

 

•

เนื้องอกของไต ซึ่งมีได้หลายชนิด

10.    คำแนะนำ

 

1.

กินอาหารโปรตีนต่ำ หรืออาหารโปรตีนต่ำมาก ร่วมกับกรดอะมิโนจำเป็น
โดยกินอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งหมายถึงโปรตีน ที่ได้จากเนื้อสัตว์ทุกชนิด จำนวน 0.6 กรัม ของโปรตีน / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน โดยไม่ต้องให้กรดอะมิโนจำเป็น หรือกรดคีโต (Keto Acid) เสริม เพราะอาหารโปรตีนในขนาดดังกล่าวข้างต้น ให้กรดอะมิโนจำเป็นในปริมาณที่พอเพียง กับความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว

ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยซึ่งมีน้ำหนักตัวเฉลี่ย ประมาณ 50-60 กิโลกรัม ควรกินอาหาร ที่มีปริมาณโปรตีนสูงประมาณ 30-60 กรัม / วัน อาจจำกัดอาหารโปรตีน เพื่อชะลอการเสื่อมหน้าที่ ของไตได้อีกวิธีหนึ่ง โดยให้ผู้ป่วยกินอาหารโปรตีนต่ำมาก (0.4 กรัม / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน) ร่วมกับกรดอะมิโนจำเป็น หรืออนุพันธ์คีโต (Keto Analog) ของกรดอะมิโนจำเป็น ในกรณีผู้ป่วยมีน้ำหนักเฉลี่ย 50-60 กิโลกรัม ควรกินโปรตีนประมาณ 20-25 กรัม / วัน เสริมด้วยกรดอะมิโนจำเป็น หรืออนุพันธ์ครีโตของกรดอะมิโนจำเป็น 10-12 กรัม / วัน

 

 

 

 

2.

กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ โดย ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ควรควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอล ในอาหารแต่ละวันไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัม / วัน ด้วยการจำกัดอาหาร ที่มีโคเลสเตอรอลมาก เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ทุกชนิด และนม เป็นต้น

 

 

 

 

3.

งดกินอาหารที่มีฟอสเฟตสูง ฟอสเฟตมักพบในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง นม และเมล็ดพืชต่างๆ เช่น ถั่วลิสง เม็ดทานตะวัน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดอัลมอนด์ ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว พบว่าอาหารที่มีฟอสเฟตสูง จะเร่งการเสื่อมของโรคไตวายเรื้อรัง ให้รุนแรงมากขึ้น และมีความรุนแรงของ การมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะมากขึ้น นอกเหนือจากผลเสีย ต่อระบบกระดูกดังกล่าว

 

 

 

 

4.

ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ไม่มีอาการบวม การกินเกลือในปริมาณไม่มากนัก โดยไม่ต้องถึงกับงดเกลือโดยสิ้นเชิง แต่ไม่ควรกินเกลือเพื่อการปรุงรสเพิ่ม ผู้ป่วยที่มีอาการบวมร่วมด้วย ควรจำกัดปริมาณเกลือที่กินต่อวันให้น้อยกว่า 3 กรัมของน้ำหนักเกลือแกง (เกลือโซเดียมคลอไรด์) ต่อวัน ซึ่งทำได้โดยกินอาหารที่มีรสชาติจืด งดอาหารที่มีปริมาณเกลือมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ทำเค็ม หรือหวานเค็ม เช่น เนื้อเค็ม ปลาแห้ง กุ้งแห้ง รวมถึงหมูแฮม หมูเบคอน ไส้กรอก ปลาริวกิว หมูสวรรค์ หมูหยอง หมูแผ่น ปลาส้ม ปลาเจ่า เต้าเจี้ยว งดอาหารบรรจุกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง เนื้อกระป๋องข้างต้น
5. ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่มีน้ำหนักเกิน น้ำหนักจริงที่ควรเป็น (Ideal Weight for Height) ในคนปกติ ควรจำกัดปริมาณแคลอรี ให้พอเพียงในแต่ละวันเท่านั้น คือ ประมาณ 30-35 กิโลแคลอรี / น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม / วัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โรคถุงน้ำที่ไตจำนวนมาก

Polycystic kidney disease (PKD)

 

โรคถุงน้ำที่ไตจำนวนมาก (Polycystic kidney disease) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยและพบได้ทั่วโลก มีอุบัติการณ์ประมาณ 1: 400 ราย – 1: 1,000 ราย โดยผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีถุงน้ำจำนวนมากในไตทั้งสองข้างและจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ ทำให้ไตทำงานได้น้อยลง เป็นเหตุให้มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การติดเชื้อ ความดันโลหิตสูง นิ่ว และในที่สุดจะมีภาวะไตวายและเสียชีวิต นอกจากโรคไตแล้วผู้ป่วยยังอาจมีถุงน้ำในตับ หลอดเลือดโป่งพอง ลิ้นหัวใจผิดปกติ เป็นต้น

 

ภาพ: แสดงถุงน้ำจำนวนมากที่บริเวณไต ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไตวาย

 

โรคไตมีถุงน้ำจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไตขนาดปกติ(ตรงกลาง)

สาเหตุโรคถุงน้ำที่ไต

                โรคถุงน้ำที่ไตเป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดที่มีการถ่ายทอดแบบลักษณะเด่น (Autosomal dominant polycystic kidney disease ) โดยเกิดจากความผิดปกติของยีน PKD1 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคนี้ประมาณ 85% ส่วนอีก 15% เกิดจากความผิดปกติของยีน PKD2 และยังเกิดจากความผิดปกติของยีน PKD3 ด้วย จากความผิดปกติของยีนดังกล่าวส่งผลให้เซลล์ที่ท่อไตมีลักษณะทางกายภาพที่ผิดปกติไป มีการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตผิดปกติจนเกิดเป็นซีสขึ้นที่ท่อไต โดยผู้ที่เป็นโรคซึ่งเกิดจากยีน PKD1 ผิดปกติจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าและวินิจฉัยได้เมื่ออายุน้อยกว่าผู้ที่เป็นโรคจากความผิดปกติของยีน PKD2
                ในทางคลินิกการตรวจวินิจฉัยทำได้ จากการตรวจพบถุงน้ำที่ไตด้วยการอัลตราซาวนด์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีข้อจำกัดในรายที่มีอายุน้อยหรือยังไม่ปรากฏอาการ นอกจากนี้ยังมีการตรวจวินิจฉัยระดับอณูพันธุศาสตร์ซึ่งเป็นวิธีที่มี ประสิทธิภาพ เช่น 1) การตรวจหาตำแหน่งที่ผิดปกติของยีนโดยตรง
(Direct mutation testing) หรือ 2) การตรวจด้วย Linkage based diagnosis ก็จะสามารถใช้ตรวจหาผู้เป็นโรคก่อนมีอาการ (predictive testing) ทั้งนี้เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงของโรคไตในสมาชิกของครอบครัวแต่ ละรายได้

โรคถุงน้ำที่ไตจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม  โดยถ่ายทอดเป็นยีนเด่น  ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมียีนนี้  ลูกก็จะมีโอกาสเป็นได้ 50%

โรคถุงน้ำที่ไตจำนวนมากนี้เกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่  แต่เกิดในผู้ใหญ่มากกว่า  ส่วนใหญ่มักจะไม่ปรากฎอาการจนเมื่อถึงวัยกลางคน  บางคนก็จะไม่มีอาการ  และอาจจะตรวจไม่พบจนกว่าจะมาด้วยอาการไตวายหรือคลำก้อนได้ในท้อง หรือตรวจหาโรคอื่นแล้วพบโดยบังเอิญ

นอกจากนี้ยังมีโรคถุงน้ำที่ไตจำนวนมากที่เกิดในทารกหรือเด็ก  แต่จะเป็นยีนด้อย  ซึ่งชนิดนี้จะรุนแรงมากแล้วทำให้ไตวายตั้งแต่เด็กได้

                โรคถุงน้ำที่ไตจำนวนมากในระยะแรกถุงน้ำที่ไตจะทำให้ไตเริ่มมีขนาดที่โตขึ้น  แล้วรบกวนการทำหน้าที่ของไต  ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และการติดเชื้อที่ไต  ถุงน้ำนี้จะทำให้ไตสร้าง erythropoietin hormone ขึ้น ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง แล้วทำให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงมากเกินไป ซึ่งถ้าถุงน้ำแตกก็จะทำให้มีอาการปวดหลัง  นิ่วในไต

 

 

โรคถุงน้ำที่ไตมักสัมพันธ์กับภาวะดังต่อไปนี้

1.       หลอดเลือดในสมองโป่งพอง

2.       ถุงน้ำในตับ  ตับอ่อน

3.       ผนังลำไส้โป่งพอง

                อย่างไรก็ตามโรคไตเป็นถุงน้ำนี้เป็นหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่ ศูนย์ Superior A.R.T. สามารถให้บริการตรวจพันธุกรรมเพื่อคัดกรองตัวอ่อนที่ปราศจากโรคดังกล่าวด้วยเทคนิค PGD-PCR และทำการย้ายกลับตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อตั้งครรภ์ต่อไป ดังนั้นเทคนิคนี้นับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคู่สมรสที่มีความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคนี้ไปสู่บุตร
                ท่านสามารถส่งผู้ป่วยเพื่อใช้บริการ PGD for Single gene disorder detection โดยมีขั้นตอนสำคัญคือ ขั้นตอนการเตรียมน้ำยาตรวจตัวอ่อน (Test) ที่จำเพาะในแต่ละคู่สมรส โดยข้อมูลที่สำคัญเพื่อใช้ประกอบในการเตรียม Test คือ
                • Mutation report ของคู่สมรส และ/หรือ สมาชิกในครอบครัวที่เกี่ยวข้อง
                • Blood sample หรือ DNA sample ของคู่สมรสและสมาชิกในครอบครัวที่เกี่ยวข้อง
โดยมีขั้นตอนดังนี้
                1. คู่สมรสต้องได้รับข้อมูลและมีความเข้าใจขั้นตอนการรักษาด้วยวิธีการปฏิสนธิ ภายนอกร่างกาย และตรวจตัวอ่อนด้วยเทคนิค PGD-PCR จากแพทย์ของศูนย์ Superior A.R.T. และ/หรือ ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ หรือจากแพทย์ที่ส่งคู่สมรสเข้าโปรแกรมการรักษา
                2. คู่สมรสพบนักวิทยาศาสตร์ (PGD Scientist) ของศูนย์ Superior A.R.T. เพื่อซักประวัติและประเมินความเป็นไปได้ที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ได้โดยใช้ ข้อมูลจาก Mutation report เป็นส่วนสำคัญ และระบุตัวอย่างของสมาชิกในครอบครัวของคู่สมรสที่จำเป็นต่อการเตรียม Test
                3. การเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมจากคู่สมรสและสมาชิกครอบครัวที่ตามที่ระบุ โดยสามารถทำการเก็บตัวอย่างได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ EDTA whole blood ปริมาตร 3-4 ml หรือ ตัวอย่างหยดเลือดแห้งในบัตรเก็บเลือด (Blood stain card) หรือ ตัวอย่างเซลล์กระพุ้งแก้ม (Buccal swab) เพื่อใช้เป็นตัวอย่างควบคุมในการเตรียม Test
                4. ขั้นตอนการเตรียม Test เตรียมที่ Superior A.R.T. ระยะเวลาที่ใช้ในการเตรียม Test ประมาณ 8-10 สัปดาห์
                5. เมื่อเตรียม Test เสร็จสมบูรณ์ พยาบาลประสานงานของศูนย์ Superior A.R.T. จะแจ้งให้แพทย์เจ้าของคนไข้ทราบ
** คนไข้ควรจะเริ่มได้รับการกระตุ้นรังไข่ก็ต่อเมื่อ Test เสร็จสมบูรณ์แล้ว **
                6. เมื่อเริ่มกระตุ้นรังไข่ กรุณาแจ้งพยาบาลประสานงานของศูนย์ Superior A.R.T. ทราบให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมรับผู้ป่วย หรือท่านสามารถนำคนไข้เข้ามาเริ่มกระตุ้นที่ศูนย์เรา
               

7. ถ้าคนไข้ต้องการเข้ามากระตุ้นในรอบใหม่ แพทย์เจ้าของคนไข้จะต้องแจ้งนักวิทยาศาสตร์ PGD ที่ศูนย์ Superior A.R.T. อย่างน้อยประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนการทำการฉีดยากระตุ้น เพื่อนักวิทยาศาสตร์ PGD จะได้ตรวจสอบปริมาณชุดน้ำยา ถ้าในกรณีที่มีปริมาณไม่เพียงพอ จะต้องทำการเตรียมเพิ่มเพื่อใช้สำหรับการตรวจในครั้งนี้

 

อาการโรคถุงน้ำที่ไต

1.       ปวดท้อง

2.       ปัสสาวะเป็นเลือด

3.       ปัสสาวะกลางคืนบ่อย

4.       ปวดหลังข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง (ไตอยู่ตรงตำแหน่งนี้)

5.       ง่วงซึม

6.       ความดันโลหิตสูง

7.       ปวดข้อ

8.       ปวดประจำเดือน

 

การตรวจวินิจฉัย

        แพทย์สามารถตรวจพบความดันโลหิตสูง หรือคลำพบก้อนในท้อง  มีอาการปวดท้องเหนือตับ หรือคลำพบตับโตได้ และแพทย์อาจฟังเสียงหัวใจพบว่ามีลิ้นหัวใจรั่วได้

การตรวจอื่นๆ

·    การตรวจปัสสาวะพบ  โปรตีนรั่วมาจากปัสสาวะ  หรือพบเลือดในปัสสาวะ

·       การตรวจเลือดอาจพบความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก

·       ตรวจหลอดเลือดสมองพบหลอดเลือดเลี้ยงสมองโป่งพอง

 

การตรวจขนาดของไต

1.       การอัลตราซาวน์ 

2.       การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์(CT Scan) 

3.       การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) 

4.       การตรวจการทำงานของไตโดยการฉีดสารทึบรังสี (IVP)

 

    

 

การรักษา

                เป้าหมายของการรักษาคือการควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยแพทย์อาจให้ยาลดความดัน  ยาขับปัสสาวะ  และควบคุมอาหารให้มีปริมาณเกลือที่ต่ำ ถ้ามีการติดเชื้อต้องให้ยาปฎิชีวนะ ถุงน้ำอาจทำให้เกิดอาการปวด  ทำให้เลือดออก ทำให้มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะได้(ถุงน้ำมีปริมาณมากเกินกว่าที่จะผ่าตัดได้) ถ้าเกิดภาวะไตวายเรื้อรังจากถุงน้ำที่ไต การรักษาคือการฟอกไตโดยใช้เครื่องไตเทียม โดยทั่วไปแล้วโรคนี้จะค่อยๆแย่ลงอย่างช้าๆ  แล้วท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ไตวายเรื้อรังได้

                การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis)  การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการนำเลือดผ่านเข้าเครื่องไตเทียมผ่านไปยังเนื้อเยื่อ Hemodialyzer ซึ่งเป็น semipermeable  membrane ซึ่งจะกรองเอาของเสียออก เลือดที่ผ่านการกรองก็จะกลับเข้าสู่เครื่องไตเทียม และเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดการกำจัดของเสีย ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ และรักษาระดับความดันให้เป็นปกติ

 

การฟอกเลือด หมายถึง

นำเลือดออกจากร่างกายผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผ่านเข้าเครื่องไตเทียม แล้วให้เครื่องทำการฟอกเลือดเหมือนกับไตที่ทำหน้าที่ตามปกติ โดย ปกติแล้วไตมีหน้าที่หลักๆ คือ กำจัดของเสีย และปรับระดับเกลือแร่รวมทั้งสมดุลของสารน้ำในร่างกาย เมื่อเครื่องไตเทียมทำหน้าที่ฟอกเลือดแล้ว จึงนำเลือดกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยในระบบที่ปราศจากการปนเปื้อน

เครื่องไตเทียม (หรืออาจเรียกว่า "เครื่องฟอกเลือด")

ใช้ ตัวกรองช่วยทำให้เลือดสะอาด อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนของเสีย เกลือแร่ ระหว่างเลือดกับน้ำยาฟอกเลือด ในขณะที่เลือดไหลผ่านตัวกรอง ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดเล็กๆ เหมือนหลอดเลือดฝอยที่มีรูขนาดเล็กมากๆ อยู่ที่ผนังของหลอด และมีน้ำยาฟอกเลือดไหลผ่านอยู่ด้านนอกเลือดของเสียที่มีระดับสูงในเลือดจะ เคลื่อนผ่านผนังของตัวกรองเข้าไปอยู่ในน้ำยาฟอกเลือด
ทำให้ระดับของเสีย ในเลือดลดลงส่วนน้ำและเกลือแร่จะมีการเคลื่อนผ่านผนังของตัวกรอง ทำให้ระดับของเกลือแร่และดุลของสารน้ำในร่างกายเป็นปกติ

ประโยชน์ที่ได้รับจากเครื่องไตเทียม

อาการอันเกิดจากการคั่งของเกลือ และของน้ำ ได้แก่ อาการบวม หอบ เหนื่อย นอนราบไม่ได้ จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ภายใน 1 - 2 วัน ความดันโลหิตที่สูงอยู่ก่อนจะลดลงและควบคุมได้ดีขึ้น หากมีภาวะหัวใจล้มเหลว อาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 1 - 3 วัน อาการหอบเหนื่อย อันเกิดจากเลือดเป็นกรด จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 1 - 3 วัน ส่วนอาการอันเกี่ยวข้องกับระบบประสาท ได้แก่ มึนงง สับสน ไม่รู้สติ กระตุก หรือชัก รวมทั้งอาการของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียนเบื่ออาหารจะดีขึ้นภายใน 2 - 4 วัน

การฟอกเลือดทำอย่างไร?

imageเริ่ม ต้นโดยแทงเข็มเข้าสู่เส้นเลือดพิเศษที่ต้องเตรียมไว้ก่อน ส่วนใหญ่นิยมใช้เส้นเลือดที่บริเวณแขน หลังจากที่ได้แทงเข็มเรียบร้อยแล้วจึงต่อเข้ากับท่อเพื่อนำเลือดไปยังตัว กรองเมื่อเลือดผ่านไปยังตัวกรอง ซึ่งมีลักษณะทรงกระบอกและมีเส้นใยเล็กๆ อยู่ภายใน ที่บริเวณตัวกรองนี้ เลือดของผู้ป่วยจะมีการแลกเปลี่ยนสารกับยาชนิดพิเศษโดยสารที่มีความเข้มข้น ภายในร่างกาย ได้แก่ของเสียต่างๆ เคลื่อนที่ไปยังน้ำยา และเกิดการแลกเปลี่ยนของเกลือแร่ต่างๆ จนเข้าสู่ภาวะมสมดุลเยื่อกรองในตัวกรองสร้างจากสารสังเคราะห์พิเศษ ซึ่งทำให้เม็ดเลือดต่างๆ รวมทั้งโปรตีนไม่เสียออกไปจากร่างกาย หลังจากที่เลือดได้ผ่านการทำให้สะอาดแล้ว รวมทั้งมีการทำให้แร่ธาตุต่างๆ สมดุลแล้ว เครื่องจะนำเลือดที่ดีกลับเข้าสู่ผู้ป่วย เพื่อให้เลือดผู้ป่วยมีความเข้มข้นของบรรดาของเสียต่างๆ ลดลง โดยทั่วไปกระบวนการฟอกเลือดใช้เวลาครั้งละ 4 - 5 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง เนื่องจากต้องใช้เครื่องไตเทียมในการฟอกเลือดทุกครั้งจึงต้องทำที่โรงพยาบาล หรือศูนย์ไตเทียม โดยมีพยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด

อาการที่อาจเกิดขึ้นได้ที่ควรทราบในการฟอกเลือด 2 - 3 ครั้งแรก ผู้ป่วยอาจยังไม่คุ้นเคยกับการรักษา อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เป็นตะคริว และคลื่นไส้อาเจียนได้ อาการเหล่านี้จะน้อยลงเมื่อร่างกายชินต่อการฟอกเลือดแล้ว อาจพบว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำ สาเหตุที่พบบ่อย คือ การดึงน้ำออกจากร่างกายเร็วหรือมากเกินไป เลือดไหลผ่านตัวกรองในอัตราที่สูงเกินไป โรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้ป่วย การรับประทานยาลดความดันโลหิตก่อนมาฟอกเลือด ส่วนประกอบของน้ำยาฟอกเลือด และปฏิกิริยาจากตัวกรองเลือด การป้องกัน คือ พยายามอย่าให้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน งดยาลดความดันโลหิตมื้อก่อนเข้าเครื่องฟอกเลือด (แพทย์เป็นผู้กำหนด) ปรับการดึงน้ำ ปรับน้ำยาฟอกเลือด และเลือดชนิดของตัวกรองให้เหมาะสม เกิดเป็นตะคริว เนื่องจากดึงน้ำออกจากร่างกายเร็ว หรือมากเกินไป สามารถป้องกันได้โดยควบคุมน้ำหนักตัว รวมถึงปรับการฟอกเลือด และน้ำยาฟอกเลือดให้เหมาะสม บางครั้งพบว่าความดันโลหิตสูง ซึ่งเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง ที่มีอยู่เดิม น้ำหนักเพิ่มมากเกินไป หรือการงดยาลดความดันโลหิตก่อนมาฟอกเลือด
imageวิธีป้องกัน คือ พยายามควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เพิ่มมากขึ้น 1 กิโลกรัมต่อวัน สำหรับการรับประทานยาลดความดันโลหิตก่อนการฟอกเลือด และปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาก่อน หากพบว่าหัวใจเต้นผิดปกติ สาเหตุมักเกิดจากโรคหัวใจ ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เดิม ระดับเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ ในผุ้ป่วยที่ได้รับยาโรคหัวใจดิจิตาลิส จึงควรรักษาโรคหัวใจที่เป็นอยู่ร่วมด้วย ป้องกันไม่ให้ระดับเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ โดยควบคุมอาหาร และรับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำ หากพบว่าไข้ขึ้นสูง อาจเกินจากการปนเปื้อนของท๊อกซินหรือการติดเชื้อ การป้องกัน คือ การปฏิบัติตามมาตรฐานการฟอกเลือด ซึ่งรวมถึงการเตรียมน้ำยาและอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้อาจพบปฏิกิริยาจากตัวกรอง ซึ่งมีได้ตั้งแต่อาการเป็นน้อย คือ ปวดหลัง และเจ็บหน้าอก หรืออาจมีอาการมากจนกระทั่งมีอาการเหนื่อย หอบ เกิดจากปฏิกิริยาของเลือดผู้ป่วยกับสารที่ใช้ทำตัวกรอง แนวทางการป้องกันคือ เลือกชนิดตัวกรองที่เหมาะสม พบว่าการใช้ตัวกรองซ้ำช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวได้เช่นกัน
ภาวะแทรกซ้อน

1.       ความดันโลหิตสูง

2.       การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

3.       นิ่วที่ไต

4.       ไตวาย

5.       เลือดออกจากถุงน้ำในไต

6.       ตับวาย